วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 12 ปีศาจพรายน้ำ (ซัวหงอเจ๋ง)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 12  ปีศาจพรายน้ำ (ซัวหงอเจ๋ง)
ซัวหงอเจ๋ง หรือ จีนกลางว่า ชา อู้จิ้ง (沙悟凈) หรือ ซัวเจ็ง (沙僧)   แปลว่า ทรายผู้บริสุทธิ์ได้ตื่นแล้ว เดิมเป็นขุนนางคอยแหวกม่าน (卷帘大将)ให้ เง็กเซียนฮ่องเต้  ในงานเลี้ยง ซัวเจ๋งไม่ระวัง ทำคนโทแตก เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้ว ขับไล่ซัวเจ๋งไปยังโลก โดยทุกวันจะมีมีด 7 เล่มเหาะมาจากสวรรค์มาแทงที่อกเขา ทำให้เขาต้องหนีลงอยู่ใต้น้ำเพื่อหลบมีดเหล่านี้ ตัวเขาจึงกลายเป็นปีศาจพรายน้ำในแม่น้ำ ลิ้วชัวฮ้อ (流沙河 แปลว่า แม่น้ำทรายไหล) คอยจับผู้คนกินเป็นอาหาร ต่อมาเขาได้พบกับพระถัง จึงได้ติดตามไปไซที โดยมีอาวุธเป็นพลั่วพระธรรม  ด้านหนึ่งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ อีกด้านคล้ายพลั่ว ตอนจบเรื่องนี้ เขาได้เป็นพระอรหันต์ร่างทอง (金身羅漢)

ซัวเจ๋งนั้น เชื่อกันว่า มีต้นแบบมาจาก บันทึกของ พระฮุ่ยลี่ 慧立 ลูกศิษย์ของพระถัง ที่ได้บันทึกการเดินทางตามคำบอกเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระถังอยู่กลางทะเลทราย พระถังได้ดื่มน้ำจนหมด หลายวันผ่านไป พระถังก็หมดสติไป และฝันว่ามีชายสูงใหญ่ถือพลอง มาตำหนิเขาว่า การเดินทางครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก แต่ท่านมามัวนอนหลับฝันอยู่ ทันทีที่เขาตื่นมา ตัวเขาก็อยู่บนม้าที่กำลังวิ่งไปหาโอเอซิสในทะเลทราย และ “ทรายไหล” ในทะเลทราย นี่เองที่เป็นชื่อ แม่น้ำที่ซัวเจ๋งอาศัย
(ระหว่างอ่านปริศนาธรรม ช่วยกดดูวิดีโอไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้แอดมินด้วยนะครับ)

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
พระถังและสานุศิษย์ เดินทางต่อมาถึงริมแม่น้ำขวางกว้างไกลมาก พระถังได้อ่านป้ายที่ปักไว้ว่า ลิ้วชัวฮ้อ (แม่น้ำกระแสทรายไหล) กว้าง 800โยชน์  ลึก 3000 เส้น แม้แต่ขนห่านหรือใบไม้ก็ไม่อาจลอยอยู่ได้ นอกจากแม่น้ำจะกว้างมากแล้ว ยังไม่มีเรือข้ามฟากอีกด้วย  เห้งเจียบอกกับพระถังว่า เราเจอปัญหาเข้าแล้ว เพราะข้ากับโป๊ยก่ายสามารถข้ามไปได้ แต่อาจารย์คงยากที่จะข้าม อาจต้องใช้เวลานับแสนปี  ทันใดนั้น ก็มีปีศาจปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับห้อยหัวกระโหลก 9 หัว และมือถือไม้พลองวิเศษ เข้าต่อสู้กับโป๊ยก่าย เข้ารับมือและสู้กันอยู่นาน ต่อมาเริ่มเหนื่อย ปีศาจจึงได้หนีลงน้ำไป เห้งเจียนั้นไม่ถนัดสู้ในน้ำ  แต่โป๊ยกาย นั้นสามารถสู้ในน้ำได้ เพราะเขาเป็นอดีตแม่ทัพสวรรค์ที่ดูแลแม่น้ำสวรรค์ จึงได้กระโดดตามลงน้ำไป
เมื่อลงไปในน้ำก็เจอปีศาจ ก็ถามไถ่ ปีศาจก็ตอบว่า เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ ข้าหาใช่ปีศาจใดไม่ เดิมข้าได้ศึกษาธรรม จนสำเร็จฌาณสมาธิ ทำให้ตนได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นขุนนางคู่กายคอยเปิดม่านราชรถของเง็กเซียนฮ่องเต้ ในงานเลี้ยงผลลูกท้อ ข้าเคราะห์ร้ายทำแก้วคนโทแตก ทำให้เหล่าเทวดาตกใจ เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงพิโรธรับสั่งให้ประหารชีวิตข้า ท่านชิดเคียดเซียน ได้กราบทูลลดโทษให้ข้าพเจ้า เหลือการเฆี่ยน 800 ที แล้วให้ลงมาอยู่ในแม่น้ำแห่งนี้ เมื่อข้าหิว ข้าก็จะขึ้นมาจับผู้คนกิน โดยเฉพาะคนตัดไม้ และชาวประมง ที่สำคัญคือ พลองของข้า เป็นพลองวิเศษ ชื่อไต้เจียงกุน ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ประทานให้ เจ้าแน่มาจากไหน ถึงลงมาหาเรื่องกับข้า ข้าจะจับทำหมูแช่เกลือ  โป๊ยกายนั้นได้ยินก็โมโห พยายามหลอกล่อให้ปีศาจขึ้นบนมาเจอกับเห้งเจียให้ได้

ฝ่ายหนึ่งเป็นถึงผู้บัญชากองทัพสวรรค์ พร้อมอาวุธที่ได้รับพระราชทานจากเง็กเซียน (แต่เมาแล้วหยอกล้อกับหญิงในงานเลี้ยงลูกท้อ) กับอีกฝ่ายเป็นองค์รักษ์พิทักษ์เง็กเซียนฮ่องเต้ พร้อมกับอาวุธที่ได้รับจากเง็กเียนฮ่องเต้เช่นกัน (แต่เผลอทำคนโทแตกในงานเลี้ยงลูกท้อเช่นกัน)  โป๊ยก่าย นั้นพยายามหลอกล่อ  แต่เกือบหลอกล่อขึ้นมาสำเร็จแต่ เห้งเจีย ใจร้อนรีบกระโดดไปตีปีศาจ  ปีศาจเห็นเข้าจึงรีบกลับลงน้ำไป โป๊ยก่ายโมโหมาก จึงตะโกนน่า ลิงกังเอ้ย เหมาะกับตำแหน่งคนเลี้ยงม้าจริงๆ  แล้วโป๊ยก่าย กับ เห้งเจีย ก็มาวางแผนบนบกได้ความว่า เห้งเจีย จะไปนิมนต์พระกวนอิมให้มาช่วยปราบปีศาจตนนี้

เมื่อไปพบพระกวนอิม เห้งเจียก็เล่าปัญหาให้ พระกวนอิมฟังว่า ตอนนี้คณะเดินทางมาถึงแม่น้ำที่กว้างใหญ่ เรือข้ามฟากก็ไม่มี แถมเจอกับปีศาจน้ำอีก โป๊ยก่าย ก็ไม่สามารถปราบได้ ตัวข้าก็ไม่สามารถลงน้ำไปปราบได้  พระกวนอิม จึงตำหนิว่า “เห้งเจีย ทำไมเจ้าเอาแต่สู้รบ ไม่บอกกล่าวไปว่า คณะจะเดินทางไปไซทีกันเล่า”  เห้งเจีย ตอบกลับว่า “ข้าคิดว่าจะจับปีศาจตนนี้ให้พระอาจารย์ขี่หลังไป ข้าจึงเข้าสู้รบ โดยลืมเล่าเรื่องจะเดินทางไปไซที” พระกวนอิม จึงกล่าวว่า “เดิมที ปีศาจตนนี้เป็นสานุศิษย์ของข้าได้สั่งสอนพระธรรมจนได้เป็นขุนนางสวรรค์ และเมื่อถูกลงโทษ ข้าได้แนะนำไปว่า หากมีผู้แสวงบุญเดินทางไปไซที ให้สวามิภักษ์เป็นศิษย์แล้วร่วมเดินทางไปด้วย

พระกวนอิม อธิบายจบก็เรียก ฮุยไง้  ศิษย์เอก แล้วหยิบลูกน้ำเต้าเพื่อยื่นให้ฮุยไง้ แล้วจงไปเรียก “ซัวหงอเจ๋ง” (ทรายผู้บริสุทธิ์ได้ตื่นแล้ว) ขึ้นมา ว่าบัดนี้ มีผู้จะไปอาราธนาพระไตรปิฎกเดินทางมาถึงแล้ว ให้รีบสวามิภักดิ์ แล้วติดตามไปด้วย และสั่งว่า ให้เอากระโหลก มาพันรอบน้ำเต้านี้ อาศัยข้ามฟากแม่น้ำไป
หลังจากที่ทั้งหมดกลับมา ก็ปฎิบัติตามที่พระกวนอิมได้สั่งแล้ว คณะก็สามารถข้ามแม่น้ำมาได้  เมื่อข้ามมาได้ กระโหลกที่ผูกรอบน้ำเต้าก็หายไป โดยพระถังได้บวชให้กับ ซัวเจ๋ง ด้วยการโกนหัว แล้วทั้งหมด ก็ออกเดินทางต่อ โดย มีซัวเจ๋งมาเป็นศิษย์เพิ่มอีกคน

ปริศนาธรรม
เมื่อจิต (ลิงหิน) ได้ปัญญา(เห้งเจีย)  พระธรรม(พระถัง) และศีล (โป๊ยก่าย) แล้ว  ในตอนเดิมที่ พระอาจารย์โอเซ้า ได้ทำนาย่า เมื่อได้ศิษย์ร่วมเดินทางอีกคน จึงจะสามารถเดินไปนิพพานได้ (ไซที) นั่นคือ ซัวเจ๋ง (สมาธิ)

ปริศนาแรกนั้น คือ ซัวเจ๋ง เดิมอยู่บนสวรรค์ พลั้งเผลอทำคนโทแตก โดนลงโทษด้วยมีดเจ็ดเล่ม และต้องหนีลงน้ำ นั่นคือ การไม่มีสติ ทำให้พลาดพลั้ง และผลกระทบนั้น ย่อมส่งผลมาถึงตัวเองเสมอ  แต่พอรู้ตัว สามารถดำรงสติได้ ก็เข้าใจผลกระทบนั้นและป้องกันผลกระทบมิให้เกิดได้

โดยการจะก้าวผ่าน สมาธิ ไปได้นั้น เห้งเจีย บอกว่า อาจต้องใช้เวลานับแสนปี จึงจะข้ามไปได้ นอกจากนี้ หากเป็น มิจฉาสมาธิ หรือ การนั่งสมาธิแบบเพ่งจิตอกุศล ก็อาจทำให้ยิ่งจมลงเหมือน ทรายที่มีแต่ยิ่งจมลงใต้น้ำมากกว่า  (แม่น้ำนี้ได้ชื่อว่า แม้แต่ขนห่านก็จม) เปรียบเสมือนซัวเจ๋งที่แม้จะนั่งสมาธิ แต่ก็มีแต่จมลง  นอกจากนี้ ทรายไหล ยังเปรียบเสมือน จิตที่ไม่นิ่ง ยังไหลไปมาอยู่ ทำให้ซัวเจ๋งมีแต่จมลง

โดยซัวเจ๋งนั้นบอกว่า ได้กินผู้ผ่านทางนี้มาแล้ว 9 คน และได้นำหัวกะโหลกมาห้อยที่คอ นั่นหมายความว่า ผู้ตั้งใจจะนิพพานหลายคนก็ไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ นั่นคือ ผู้แต่งกำลังจะบอกเราว่า  สมาธิระดับที่จะผ่านไปนิพพานได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ หลายคนต้องมาจบชีวิตลงแค่ตรงนี้ ไม่สามารถผ่านไปได้

สมาธิ นั้นคือ การตั้งมั่นแห่งจิต เป็นการฝึกจิตเพื่อให้ตระหนักรู้ตนเอง โดยร่างกายนั้น ยิ่งเคลื่อนไหวจะยิ่งแข็งแกร่ง ต่างจากจิต จิตนั้นยิ่งนิ่งจะยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อจิตแข็งแกร่ง จะรู้จักไตร่ตรองในความคิดให้ถูกต้อง และการเพ่งพิจารณานั้นต้องสงัดจากกาม และสงัดจากอกุศลกรรม เพื่อเข้าสู่ปฐมณาณ นั่นคือ เมื่อจิตไม่ฟุ้ง่าน หรือจิตไม่ส่ายไปมา ย่อมสามารถกำจัด ราคะ โมหะ และโทสะ ได้ในที่สุด นั่นคือ สามารถกำจัด มิจฉาสมาธิ ได้

การทำสมาธินั้น ทุกคนควรพยายามทำสมาธิให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ตลอดเวลา โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
1. ขณิกสมาธิ  การใช้สมาธิในแต่ละวัน เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ
2. อุปจารสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่
3. อัปปนาสมาธิ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึง สมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌาณขึ้นไป

โดยการฝึกสมาธินั้น ในตำราจะมีถึง 40 รูปแบบ (เป็นการเลือกใช้ อุบายกรรมฐาน ที่ขึ้นอยู่กับอุปนิสัย หรือจริต ของแต่ละคน เช่น คนที่รักสวยรักงาม ก็ควรจะเพ่งพิจารณาไปที่ความไม่สวยไม่งาม เป็นต้น  ) หรือเราเรียกว่า สมถกรมฐาน โดย 40 วิธี มีดังนี้

หมวด อนุสสติกรรมฐาน 10 แปลว่า ระลึกถึง
1. พุทธานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
2. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
3. สังฆานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
4. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์
5. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์
6. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
7. มรณานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
8. กายคตานุสสติกรรมฐาน  เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต
9. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต
10. อุปสมานุสสติกรรมฐาน  ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์
หม พรหมิหาร 4
11. เมตตา  คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน  ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี
12. กรุณา ความสงสารปรานี
13. มุทิตา   มีจิตชื่นบาน
14. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย
หมวดอรูปฌาณ 4 (หากเลือกใช้อุบายกรรมฐานนี้ได้ ควรได้ ฌาณ 4 หรือ จตุตถฌาน ก่อน)
15. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์
16. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
17. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย ไม่ยึดถืออะไร จนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์
18. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
หมวดอสุภกรรมฐาน 10 (พิจารณา่า ไม่มีอะไรสยงาม ไม่ครยึดมั่นถือมั่น)
19. อุทธุมาตกอสุภ พิจารณาร่างกายเมื่อตายไปก็มีแต่เปื่อยเน่า
20. วินีลกอสุภ  วีนีลกะ (แปล่า สีเขีย) พิจารณาร่างกาย ตายไปก็มีแต่เขีย
21. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน  พิจารณา่า ตายไปก็มีแต่น้ำเหลือง
22. วิฉิททกอสุภ  พิจารณา่า ตายไปก็มีแต่สิ่งไม่งาม ไม่ครยึดติด
23. วิกขายิตกอสุภ พิจารณา ่า ตายไปก็มีแต่สัต์มาแย่งกิน
24. วิกขิตตกอสุภ พิจารณา่า ตายไป ร่างกายก็แตกสลายไปคนละส่น
25. หตวิกขิตตกอสุภ พิจารณา่า หากศพถูกสับก็มีแต่ท่อนเล็กท่อนน้อย
26. โลหิตกอสุภ  พิจารณา่า ตายไปก็มีแต่เลือดไหลนอง
27. ปุฬุวกอสุภ พิจารณา่า ตายไปศพก็มีแต่หนอนมาชอนไช
28. อัฏฐิกอสุภ  พิจารณา่า ตายไปก็เหลือแต่กระดูก
หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา (พิจารณาเพื่อ ลดกิเลส)
29. อาหาเรปฏิกูลสัญญา พิจารณาอาหารเป็นสิ่งโสโครก กินเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่ใช่บำรุงกิเลส
หมวดจตุธาตุววัฏฐาน
30. จตุธาตุววัฏฐาน 4  พิจารณา่า สิ่งต่างๆ ประกอบด้ย ธาตุ 4
หมวดกสิน 10 (ถือเป็นอุบายกรรมฐานสำหรับผู้เริ่มต้น)
31. ปฐวีกสิน  เพ่งธาตุดิน
32. อาโปกสิณ  เพ่งธาตุน้ำ
33. เตโชกสิณ  เพ่งไฟ
34. วาโยกสิน  เพ่งลม
35. นีลกสิน เพ่งสีเขียว
36. ปีตกสิน  เพ่งสีเหลือง
37. โลหิตกสิณ  เพ่งสีแดง
38. โอฑาตกสิณ  เพ่งสีขาว
39. อาโลกกสิณ  เพ่งแสงสว่าง
40. อากาศกสิณ  เพ่งอากาศ

ส่วนเรื่องเรือน้ำเต้า นั้นผู้แต่งน่าจะอ้างอิงจากในพระไตรปิฎก ดังนี้
 สมัยพุทธกาลมีพระภิกษุ จำนวน 500 รูปได้เข้าไปเพ่งจิตในป่า  เมื่อฌาณเกิด จึงเชื่อว่าตนเองสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์แล้ว สามารถข่มกิเลสได้ และได้มาทูลกับพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “พระภิกษุเหล่านี้ยังไม่สำเร็จ โดยให้ไปเพ่งจิตในป่าช้าก่อน ค่อยมาพบเราอีกครั้ง” เมื่อพระเหล่านั้นไปยังป่าช้าก็พบ ซากศพที่ทิ้งไว้ 2 วัน  ศพเหล่านั้นเริ่มขึ้นอึด น่าเกลียด น่ากลัว พระภิกษุก็เข้าใจว่า ตนเองยังละกิเลสไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายเห็นร่างกระดูกเช่นนั้น ยังความยินดีด้วยอำนาจราคะให้เกิดขึ้น ควรละหรือ ?" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “กระดูกเหล่านี้ที่ทิ้งเกลือนกลาดดุจน้ำเต้าในสารทกาล มีสีเหมือนนกพิราบ ความยินดีอะไรเล่า ? เพราะเห็นกระดูกเหล่านั้น”

นั่นคือในท้ายเรื่อง นั้น คณะเดินทางได้เอา น้ำเต้าของพระกวนอิม มาผูกรอบด้วยหัวกะโหลก เมื่อเดินทางข้ามไปได้ หัวกะโหลกจึงหายไป นั่นคือเพ่งจิตจนกระดูกดุจน้ำเต้า นั่นเปรียบเสมือนได้บรรลุฌาณสมาธิตามที่พระพุทธองค์ได้กล่าวไว้

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 11 ปีศาจหนูขนเหลือง (黃風怪)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 11 ปีศาจหนูขนเหลือง


ปีศาจลมเหลือง (黃風怪) อาศัยในถ้ำลมเหลือง (黃風洞) ที่ภูเขาลมเหลือง (黃風嶺) เดิมเป็นหนูในสวรรค์ แต่สำเร็จญาณสมาธิในการใช้ลม ต่อมาได้ลักลอบกินน้ำมันจุดบูชาพระพุทธเจ้า จึงหนีจากสวรรค์ลงมา อยู่ที่เขาลมเหลือง ตั้งตัวเป็นอ๋อง เขาจับพระถังซัมจั๋ง และวางแผนจะกินพระถัง เห้งเจียต้องไปขอความช่วยเหลือจาก พระโพธิสัตว์ เล่งเกี๊ยด มาปราบปีศาจและนำเขากลับไปรับโทษที่สวรรค์

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว

คณะแสวงบุญเดินทางมาถึงภูเขาที่มียอดเขาสูงเทียมเมฆ มีลมพัดแรงมา เห้งเจียทักว่า ในสายลมมีกลิ่นปีศาจ ทันใดนั้นก็มีเสือตัวหนึ่งกระโจนเข้ามา เห้งเจียและโป๊ยก่ายก็ตะโกนว่า ไอ้เสือแกจะไปไหน แล้วก็ช่วยกันรุม เสือสู้ไม่ได้ก็ถอดคราบเสือทิ้ง กลายเป็นคนหัวเสือถือมีดสั้น 2 ด้าม เขาสู้กับเห้งเจียและโป๊ยก่าย สู้ไปหนีไป เมื่อทั้งคู่เผลอ หมนุษย์เสือก็ลอกคลาบเป็นก้อนหินหลอกเห้งเจียและโป๊ยก่าย แล้วตัวเสือก็แปลงเป็นลมพายุหอบเอาพระถังที่กำลังท่องพระสูตรไปหา ปีศาจอี้งฮองไต้อ๋อง หรือ ปีศาจหนูขนเหลือง ปีศาจลมเหลือง (น้องชายของเอ็กฮองไต้อ๋อง ปีศาจหมีดำ หรือปีศาจลมดำ)

ปีศาจหนูขนเหลือง เห็น เซียฮอง ทหารเอกของตนกลับมาพร้อมพระถัง ก็ถามไถ่ว่า ได้ข่าวว่า พระถังมาพร้อมศิษย์ที่เก่งมาก 2 คนเพิ่งจัดการกับพี่ชายคือ เอ็กฮองไต้อ๋องไป เซียนฮอง ตอบกลับไปว่า ทั้งสอง ข้าเพิ่งปะมือมา ทั้งคู่แข็งแกร่งมาก ปีศาจหนูขนเหลือง จึงให้จับพระถังมัดไว้เป็นตัวประกันก่อน

เมื่อทั้งคู่ตามมาที่ถ้ำลมเหลือง เซียนฮอง ออกมาสู้กลับโดนโป๊ยก่ายฆ่าด้วยคราดวิเศษ 
ปีศาจหนูขนเหลือง ออกมาสู้แบบใจสั่นๆ ในชื่อเสียงของเห้งเจีย สู้กันได้สักพัก เห้งเจียเสกขนเป็นลูกน้องมาช่วยสู้ แต่หนูขนเหลืองก็ใช้ปากพ่นลมพิษ เห้งเจียเสียทีถูกลมของปีศาจปลิวไปตามลม ลมพิษถูกตาทั้งสองข้าเจ็บปวดทรมาน ตาเกือบบอด พอดีเทพารักษ์ เจ้าแม่เขาไท่ซาน ผ่านมา ได้อธิบายกับเห้งเจียว่า ลมพิเศษที่โดนเข้าไปนี้ แม้เทวดาโดนเข้าก็เศร้าหมอง หากโดนมนุษย์อาจถึงตายได้ และได้ให้ยาหยอดตาช่วยพยาบาล โดยให้ทาตาแล้วต้องหลับตาห้ามเปิด 1 คืนจึงจะหายได้ เห้งเจียจึงหลับตาเพ่งสมาธิสำรวมในสุข 1 คืนจึงหาย และสายตากลับมาดีดั่งเดิม 

เห้งเจียแอบแปลงเป็นแมลงเข้าไปสืบข่าวในถ้ำ ได้ยิน ปีศาจหนูบ่นออกมาว่า เห้งเจียอาจตายไปแล้ว แต่ข้ากลัว เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์ มากที่สุด ต่อมาทั้งคู่จึงเหาะไปนิมนต์ เล่งเกี๊ยดโพธิสตว์ (靈吉菩薩) แห่งเขาเซียนซูหนี่ซัว (ผู้เป็นเอกด้านการเทศน์) แล้วพามาหน้าถ้ำของปีศาจหนูขนเหลือง เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์ ได้ให้ยาบำบัดลมเม็ดหนึ่ง และได้ขว้างไม้ตะบองมังกรทองออกไป กลายเป็นมังกร 8 เล็บ เข้าจับตัวปีศาจไว้ในอุ้งเล็บทั้ง 8 เห้งเจีย เข้าไปจะฆ่าปีศาจหนู แต่เล่งเกี๊ยด โพธิสัตว์ห้ามไว้ โดยจะจับตัวไปถวายพระเซ็กเกี่ยมมองนีฮุดโจ๊ว

โดยเล่าว่า เดิมปีศาจหนูขนเหลือง นี้เป็นหนูที่ปฎิบัติธรรมมายาวนาน ต่อมาขโมยกินน้ำมันจุดบูชาพระพุทธองค์ ได้หนีการทำผิดมาเกิดเป็นปีศาจหนูขนเหลืองสร้างความวุ่นวายที่นี่ จำต้องจับตัวไปลงโทษตามพุทธบัญชา

เมื่อ เล่งเกี๊ยดโพธิสัตว์ พาปีศาจไปแล้ว เห้งเจียกับโป้ยก่ายก็ช่วยกันทลายถ้ำ และฆ่าสมุนปีศาจเสียสิ้น แก้มัดพระถังแล้วก็ออกเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนแรก เซียนฮอง ปลอมตัวมาโดยหุ้มหนังเสือ (เหลือง) ในความหมายคือ นุ่งห่มเหลือง ปลอมตัวมาเป็นคนดี เหมือนกับตอน ปีศาจหมีดำ ที่นุ่งห่มจีวร แต่ต่อมาได้ใช้มีด 2 ด้าม (วิพากย์ - พิพาก และวิจารณ์ - ติชม) แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ และโดนโป๊ยก่าย (ศีล) ฆ่าตาย

ต่อมา ปีศาจหนูเหลือง โจมตีด้วย ลมพิษ (วจีทุจริต) ทำให้เห้งเจีย ตาบอด ที่เทพารักษ์บอกว่า แม้แต่เทวดายังเศร้าหมอง (เปรียบคำพังเพยไทย แม้องค์พระปฎิมายังราคิน คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา) ทางแก้ของวาจามทุจริต คือ การนอนพัก และสำรวมจิตในความสุข หากยังรับรู้เรื่องต่างๆ ตาก็จะยังคงมืดบอดต่อไป


วจีทุจริต 4 คือ พูดเท็จ พูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มักเกิดจาก จิตที่คิดอกุศล นอกจากนี้ยังเกิดจากความประมาท จำเป็นต้องใช้สติและปัญญา ให้ระลึกเสมอในขณะพูดจา

ต่อมาวิธีปราบ ได้ไปนิมนต์ เล่งเกี๊ยดโพธิสตว์ (ผู้ใช้วาจาในทางที่ดี คือเทศน์) โดยท่านได้ใช้ มังกร 8 เล็บ (ปกติมังกรจะมีแค่ 4 – 5 เล็บเท่านั้น) นั่นคือ ใช้มรรคมีองค์ 8 มาปราบ โดยที่นี้จะยกมาเพียง3 ข้อ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
1.
สัมมาทิฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง หรือ ความรู้ที่ถูกต้อง)
2.
สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง)
3. สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

หมายเหตุ ในเนื้อเรื่อง ความจริงแล้ว โป๊ยก่าย (ศีล) จะต้องสามารถปราบหนูขนเหลือง (วจีทุจริต) ได้ แต่เพราะเห้งเจียสั่งให้โป๊ยก่าย เฝ้าของ และม้า เลยไม่ได้ตามมาสู้ที่ถ้ำ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 10 ตาเฒ่าอ๊วง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 10 ตาเฒ่าอ๊วง



เนื้อเรื่องตามไซอิ๋ว
คณะเดินทางมาถึงบ้านหลังหนึ่ง พบตาเฒ่าอ๊วงกำลังนั่งภาวนา จึงได้เข้าไปขอพักสักหนึ่งคืน และได้ถามทางไปไซที ตาเฒ่าก็ส่ายศีรษะทันที และบอกว่า ทางไปไซทีนั้นยากลำบากมาก หากอยากไปอาราธนาพระไตรปิฎกแล้ว ท่านจงกลับไปยังทิศตะวันออกเถอะ (ทั้งหมดกำลังเดินทางไปทิศตะวันตก) ที่นั่นท่านอาจจะได้พบพระคัมภีร์ อันจะไปไซทีนั้นคงไปไม่ถึงแน่ๆ

พระถังจึงถามซ้ำอีกครั้งว่า ไซทีอยู่ทางทิศตะวันตกไม่ใช่หรือ ตาเฒ่าก็ยังตอบว่า กลับไปทางตะวันออกเถอะ คัมภีร์อาจอยู่ที่นั่น เห้งเจียนั้นโมโหมากจึงได้บอกตาเฒ่าว่า ตาเฒ่าไม่ให้พักก็ไม่เป็นไร ทำไมต้องมากวนพวกเราด้วย ตาเฒ่านั้นบอกว่า “เด็กน้อย เจ้าไม่สามารถสู้กับเหล่าปีศาจได้หรอก“ เห้งเจียได้ยินเลย โอ้อวดว่า ตาเฒ่าอย่างเจ้าอายุยังนับว่าเป็นหลานข้าด้วยซ้ำ แล้วก็โอ้อวดว่า ตนเองนั้นเก่งเพียงใด เคยไปอาละวาดบนสวรรค์มาแล้วด้วย ทำไมข้าต้องกลัวเหล่าปีศาจ

ตาเฒ่าก็หัวเราะชอบใจ แล้วเชิญทั้งหมดเข้าบ้าน แต่เมื่อตือโป๊ยก่าย ได้ก้าวเข้ามาในบ้านนั้น ด้วยหน้าตาหน้าเกลียดและตัวใหญ่ ทำให้คนในบ้านหลายคนตกใจ แม้แต่พระถังก็ถึงกับตีหน้าเศร้ากับลูกศิษย์คนนี้ ที่ชาวบ้านหลายคนรังเกียจลูกศิษย์คนนี้

ตือโป๊ยก่าย จนปัญญา ได้บอกกับพระถังว่า ข้าประพฤติตนสำรวมกริยากายวาจาเป็นอย่างดีมากแล้ว ใยผู้คนยังรังเกียจข้า สมัยข้าอยู่บ้านพ่อตา ปากกับหูมันก็ยื่นออกมาเองทำให้ผู้คนรังเกียจข้า ครั้งนี้อาจารย์รู้สึกวิตกกับตัวข้าหรือ.. เพราะเห็นท่านนั่งถอนหายใจ เห้งเจีย จึงให้ ตือโป๊ยก่าย นั้น มัดหูไว้กับท้ายทอย และหุบปากที่ยื่นลง เพื่อลดความน่าเกลียดลง

ต่อมาตอนเช้า พระถังจึงถามตาเฒ่าว่า ทำไมเมื่อวานถามทางไปไซที ท่านจึงต้องการให้ข้ากลับไป ตาเฒ่าอ๊วงจึงกล่าวว่า คณะของท่านจะต้องผ่านเขาโป๊ยแปะลี้อี้งฮองเนี้ย ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของปีศาจร้าย ซึ่งข้าเห็นว่า คณะท่านคงไม่สามารถผ่านไปได้ แต่เมื่อวาน ลูกศิษย์ของท่านได้พูดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีฝีมือพอตัว จึงเห็นว่าคณะท่านคงไปถึงดังประสงค์ได้

โดยตาเฒ่าได้สั่งให้ยกอาหารมาเลี้ยงคณะเดินทาง แต่โป๊ยก่ายกลับกินไม่ยั้ง แม้ตาเฒ่าจะสั่งให้เด็กทำมาไม่อั้น แต่เห้งเจียกลับบอกตาเฒ่าว่า ไม่ต้องยกมาเพิ่มอีก ทำให้โป๊ยก่ายต้องตัดพ้อ เห้งเจีย ว่า ข้ากินไปยังไม่ถึงครึ่งท้องเลย พี่ใหญ่ทำไมทำเช่นนั้น เห้งเจีย จึงตอบกลับว่า เจ้าทานไปเป็นสิบชามแล้วควรพอแค่นี้ แล้วทั้งหมดก็เก็บของเพื่อออกเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนนี้ ผู้แต่งจะเน้นไปที่ ความอยาก ที่เป็นกิเลส หากความอยากมากเกินไปจะกลายเป็นความโลภ ความอยากนั้น ถือเป็น โลภเจตสิก คือ ความอยากได้ เป็นความยึดมั่นในอารมณ์ การติดในอารมณ์เป็นนิจ โดยแยกเป็น 2 ประเด็น ดังนี้

1.
ตือโป๊ยก่าย เข้าบ้านครั้งแรกและถูกรังเกียจ จากคนในบ้านของตาเฒ่าอ๊วง และได้มาบ่นเรื่องการสำรวมกายวาจากับ อาจารย์ว่า ปฎิบัติเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม  เห้งเจียได้ให้ ตือโป๊ยก่าย พยายาม หุบปากลง และเอาหูไปพันที่ท้ายทอย (เปิดหู) นั่นคือ เห้งเจีย ให้โป๊ยก่าย ฟังให้มาก และพูดให้น้อย เพื่อเพิ่มการสำรวมกาย วาจาให้มากขึ้น

โดยตอนท้าย ตือโป๊ยก่าย ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึง ความอยาก เพราะ โป๊ยก่าย ยังคงกินมากเช่นเดิม เห้งเจีย (ปํญญา) จึงสั่งให้เด็กไม่ต้องยกอาหารมาเพิ่มอีก (กินแค่ครึ่งเดียว) เพื่อลดความอยากลง

2.
ตาเฒ่าอ๊วง แนะปริศนาธรรมว่า หากอยากไปหาพระคัมภีร์ทางตะวันตก ให้ถอยกลับไปทางตะวันออก บางทีพระคัมภีร์อาจอยู่ที่นั่น หมายความว่า ยิ่งอยากนิพพาน กลับยิ่งห่างนิพพาน ยิ่งอยากบรรลุธรรม กลับยิ่งห่างบรรลุธรรม แต่ยิ่งห่างนิพพาน กลับยิ่งใกล้นิพพาน ยิ่งห่างบรรลุธรรม กลับยิ่งใกล้บรรลุธรรม

***
หมายเหตุ อุปกิเลส 16 มีดังนี้ (ที่แนะนำเพราะในไซอิ๋ว ส่วนใหญ่จะเจอกิเลสพวกนี้ตลอดจึงแนะนำไว้ก่อน)
1.
โลภ - อภิชฌาวิสมโลภะ ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือกที่ จ้องละโมบ มุ่งแต่จะเอาให้ได้
2. พยาบาท - ความพยาบาท คิดหมายปองร้ายทำลายผู้อื่นให้เสียหายหรือพินาศ ยึดความเจ็บแค้นของตนเป็นอารมณ์
3. โกรธ - ความโกรธ จิตใจมีอาการพลุ่งพล่านเดือดดาล เมื่อถูกทำให้ไม่พอใจ
4. ผู้ใจเจ็บ - อุปนาหะ เก็บความโกรธไว้ แต่ไม่คิดผูกใจที่จะทำลายเหมือนพยาบาท เป็นแต่ว่าจำการกระทำไว้ ไม่ยอมลืม ไม่ยอมปล่อย
5. ลบหลู่บุญคุณ มักขะ ไม่รู้จักบุญคุณ , ลำเลิกบุญคุณ เช่น ถูกช่วยเหลือให้ได้ดิบได้ดี แต่กลับพูดว่า เขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นต้น หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “คนอกตัญญู”
6. ตีเสมอ - ปลาสะ เอาตัวเราเข้าไปเทียบกับคนอื่นด้วยความลำพองใจ ทั้งๆที่ตนต่ำกว่าเขา
7. ริษยา - อิสสา กระวนกระวายทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า
8. ตระหนี่ - มัจฉริยะ แม้มีเรื่องจำเป็นต้องเสียสละแต่กลับไม่ยอม
9. เจ้าเล่ห์ - มายา แสร้งทำเพื่ออำพรางความไม่ดีให้คนอื่นเข้าใจผิด เป็นคนมีเหลี่ยม มีคู
10. โอ้อวด - สาเถยยะ คุยโม้โอ้อวดเกินความจริง
11. ดื้อรั้น - ถัมภะ จิตใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับการช่วยเหลือหรือต่อต้านปฏิเสธสิ่งที่มีประโยชน์
12. แก่งแย่ง - สารัมภะ ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกาความยุติธรรม
13. ถือตัว - มานะ ทะนงตน ตรงกับคำว่า “เย่อหยิ่ง”
14. ดูแคลน - อติมานะ ความดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามหรือดูถูก
15. มัวเมา - มทะ ความหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ
16. ประมาท - ปมาทะเลินเล่อ จมอยู่ในความประมาท ขาดสติกำกับ แยกดีชั่วไม่ออก

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 9 พระอาจารย์โอเซ้า

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 9 พระอาจารย์โอเซ้า
                         
พระโอเซ้าสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ อาศัยอยู่บนภูเขา ภูโท่ซัว ทำสำนักบนต้นไม้ใหญ่ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายย่อมหาผลไม้มาถวายอยู่เสมอเนืองนิตย์มิได้ขาด เมื่อพระถังซัมจั๋งไปอาราธนาพระไตรปิฎกถึงที่เขาตำบลนี้ พระโอเซ้าจึงให้คาถาธรรมซิมเกงแก่พระถังซัมจั๋งไปเพื่อกันตัว ตั้งแต่นั้นมา พระถังซัมจั๋งจึงค่อยคลายวิตกหวั่นหวาด เพราะได้คาถาวิเศษภาวนาอยู่เสมอ ๆ

เนื้อเรื่องตามไซอิ๋ว
คณะเดินทางมาถึงเขาสูง ชื่อ ภู่โท่ซัว ที่นี่มีพระสำเร็จฌาณองค์หนึ่งชื่อ โอเช้าเสี้ยนซือ เรียกสั้นๆว่า พระอาจารย์โอเช้า โดยท่านโอเช้า สร้างสำนักเหมือนรังนก อาศัยอยู่บนต้นไม้ โดยท่านอาจารย์โอเช้า นี้รู้จักกับ ตือกงเจีย มาก่อน

เมื่อพระถังถามว่า เมืองไซที ยังอยู่อีกไกลหรือไม่ ท่านอาจารย์ตอบว่า ยังอยู่อีกไกลนัก และอันตรายมากมีทั้งสัตว์และปีศาจที่ดุร้ายมากตลอดทาง แต่จะให้พระคาถาติดตัวไปเพื่อให้พันอันตรายต่างๆ โดยมี 54 วรรค 370 ตัวอักษร ดังนี้

ขันธ์ 5 คือความว่าง ความว่าง คือขันธ์ 5 สิ่งทั้งปวง ไม่มีเกิด จะไม่มีดับ ไม่สะอาด จะไม่มีสกปรก ไม่เต็ม จะไม่มีพร่อง ไม่มีอวิชชา จะไม่มีวิชชา ไม่มีชรามรณะ จะไม่ปราศจากชรามรณะ ไม่มีการรู้ จะไม่มีการรู้ ไม่มีการบรรลุ จะไม่มีการไม่บรรลุ พระพุทธเจ้าในอดีตทุกองค์ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ก็ด้วยอาศัยปัญญาอันยอดเยี่ยมนี้ จิตจะปราศจากความลังเลใดๆ เมื่อไม่มีอุปสรรคใดๆ จึงไม่มีหวั่นไหว ทุกข์ทั้งปวงจะดับหมด และนี่ไม่ใช่ความสูญเปล่าเลย

เมื่ออาจารย์โอเซ้าท่องให้ฟังรอบเดียว พระถังก็สามารถท่องจำได้ขึ้นใจ หลังจากนั้น พระอาจารย์ก็ขอลาขึ้นไปบนยอดต้นไม้ แต่เห้งเจีย ถามอาจารย์ว่า แล้วทางไปไซทีละ? อาจารย์โอเช้าก็หัวเราะแล้วตอบเป็นปริศนาว่า ทางไปนั้นไม่ยาก แต่ต้องข้ามเขานับไม่ถ้วน พร้อมกับสัตว์และปีศาจดุร้ายจำนวนมาก แต่อย่าได้หวาดกลัวไปเลย เมื่อไปถึง ภูเขา ม่อฮี้งัม ให้ระวัง เพราะจะมีปีศาจเสือปลามาดักทำร้าย และกล่าวปริศนาต่อว่า หมูป่าหาบคอน คงพบน้ำร้าย เมื่อครั้งแรก ต่อมาลิงหินพันปีมาพบเจอ จงถามดูหนทางไปไซที เขาจักรู้จักทางไปไซทีแน่นอน

เห้งเจียนั้นโมโหที่ไปว่าเขา เห้งเจียจึงฟาดตะบองไปตีพระโอเซ้า แต่ไม่สามารถตีพระอาจารย์ได้ เพราะพระอาจารย์เหาะขึ้นไปแล้ว ทำให้พระถังโกรธเห้งเจียว่า ทำไมทำตัวเช่นนั้น ก่อนเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
พระคาถาที่ให้พระถังได้ท่อง คือ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (แปลว่า พระสูตรหัวใจของปัญญาบารมี)ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญของ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายเซน (แยกมาจากมหานิกาย) ยิ่งให้ความสำคัญกับ พระสูตรนี้อย่างมาก อย่างไรก็ดี พระสูตรนี้ไม่ใช่พุทธวัจนะโดยตรง โดยมีทั้งฉบับเต็ม และฉบับย่อมากมายอีกด้วย ส่วนของเถรวาท จะเป็น ปฏิจจสมุปบาท (การเรียงลำดับ ปัจจัยแห่งการเกิด จะคล้ายๆ กับที่พระถังได้ท่อง)

เนื้อหาในพระสูตรนี้ กล่าวถึง พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรได้เพ่งพิจารณาวิปัสสนาอย่างยิ่งยวด พบว่า สัตว์ต่างๆประกอบไปด้วย ขันธ์ 5 อันประกอบไปด้วย รูป เวทนา สังขาร สัญญา และวิญญาณ แต่ทั้งหมด กลับว่างเปล่า นั่นคือหัวใจของพระสูตรนี้คือ รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป รูป เวทนา สังขาร สัญญา และวิญญาณ ล้วนแต่ว่างเปล่า

อีกประเด็นสำคัญของพระสูตรนี้ คือ ตอนท้ายพระสูตรที่ว่า คะเต คะเต ปารคะเต ปารสังคะเต โพธิสวาหา ซึ่งแปลว่า “จงไป จงไป ไปถึงฝั่งโน้น ไปให้พ้นโดยสิ้นเชิง บรรลุถึงความรู้แจ้งเทอญ” ซึ่งฉบับภาษาต่างๆ มักไม่แปลท่อนนี้ออกมา เพราะอาจารย์ที่แปลเชื่อว่า ไม่มีทางที่จะมีผู้ใดปฎิบัติได้ถึงขั้นนี้ได้ และหากปฎิบัติได้ ปริศนาของพระสูตรท่อนนี้จะปรากฎขึ้นเองไม่ต้องแปล

คำในนิกาย มหายาน คือ สูญญตา (ว่างเปล่า ไม่มีสถาวะที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง) แต่คำในเถรวาท จะใช้ คำว่า อนัตตา (ไม่มีอยู่จริง คือปฎิเสธภาวะที่มีอยู่ (สรุป มันมีหรือไม่มีกันแน่)

คำอธิบายคือ ธาตุ 4 และขันธ์ 5 นั้น ล้วนเป็นสูญญตา คือ มีอยู่เพียงในจินตนาการเท่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งสมมติขึ้น เพราะทุกสิ่งไม่มีสาระเป็นของตนเอง ไม่มีภาวะใดที่เรียกได้ว่ามีอยู่จริง และเป็นอิสระจากภาวะอื่น เราต่างบัญญัติขึ้นมาเอง ไม่มีมูลฐานใด อยู่ลอยๆ โดยปราศจากการแยกจากลักษณะอื่นได้ ทุกสิ่งล้วนอยู่ได้ด้วยอาศัยเหตุปัจจัยอื่น การบัญญติขึ้นมาล้วนปรุงแต่งขึ้นมาเอง

ขันธ์ 5 นั้น ถือเป็นตัวแยกให้ศาสนาพุทธ มีความแปลกจากศาสนาอื่นๆ เพราะศาสนาอื่นจะมีเพียง Soul เท่านั้น แต่ของศาสนาพุทธนั้น อธิบายว่า มนุษย์ ประกอบไปขันธ์ 5 (รูป 1 นาม 4) ดังนี้
1.
รูป ประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบเป็นอวัยวะต่างๆ ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ใดๆ ต้องอาศัย จิตเป็นตัวรับรู้อารมณ์
2.เวทนา ประกอบไปด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางกาย หรือใจ เช่น สุข ทุกข์ และอุเบกขา (การวางเฉย) ไม่จัดอยู่ในจิต แต่จัดเป็นเจตสิก(เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิตเสมอ)
3.
สัญญา คือความจำได้ในอดีต โดยแยกเป็นการจำได้ ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจ ถูกจัดเป็นเจตสิก เช่นกัน
4. สังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ คือ ความคิด ซึ่งสามารถปรุงแต่งจิตให้ คิดดี คิดชั่ว หรือคิดเป็นกลาง (บางคนว่าเป็นเจตนา) จัดเป็นเจตสิกเช่นกัน
5.
วิญญาณ คือ การรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ถูกจัดว่าเป็นจิต (ต่างจากขันธ์อื่นที่อยู่ในเจตสิก ยกเว้นรูปและวิญญาณ)

สรุปขันธ์ 5
รูป รับข้อมูลผ่าน วิญญาณ (อาตยนะ 6) มาเทียบกับ สัญญา (ข้อมูลเก่า) เพื่อมา สังขาร (คิดวิเคราะห์ มีคิดแบบกุศลกับอกุศล) ต่อมาก็รู้สึก เวทนา (สุข ทุกข์ หรืออุเบกขา)

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 8 ปีศาจหมู (ตือโป๊ยก่าย 豬八戒 )

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 8 ปีศาจหมู (ตือโป๊ยก่าย 豬八戒 )

ตือโป๊ยก่าย (豬八戒 แปลว่า หมูศีล 8 หรือหมู ข้อห้าม) เดิม ชื่อตือ หงอเหนง เป็นเทพบุตรอยู่ชั้นดาวดึงส์ เป็นนายทหารของเง็กเซียงฮ่องเต้ เป็นผู้บังคับการทหารเรือในแม่น้ำทงทีฮ้อ (แปลว่า ทางช้างเผือก) มีลูกน้องนับแสนนาย เรียกว่า ที่ผ่องง่วนโซ่ย มาเวลาหนึ่ง นางอ๋องโป๊เนี่ยเนี้ย จัดการเลี้ยง ตือโป๊ยก่าย ก็ไปประชุมด้วย เสพสุราเข้าไปเมามาย แล้วก็ไปหยอกนางฟ้าที่ประตูพระราชวังของเง็กเซียงฮ่องเต้ เทพบุตรที่รักษาประตูนำความมากราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ เง็กเซียงฮ่องเต้โปรดให้ชำระได้ความจริงว่า ลามก จึงสาปลงมาเมืองมนุษย์ โป๊ยก่ายจุติมาปฏิสนธิในครรถ์แม่สุกร อาศัยอยู่ที่ เขาฮุ้นจั่นซัว (แปลว่า เขาแห่งม่านหมอก) เขามีอาวุธวิเศษคือ คราด 9 ซี่ และสามารถแปลงกายได้ 36 อย่าง (น้อยกว่าหงอคง คือ 72 อย่าง) ภายหลังตามพระถังซัมจั๋งไปไซทีอาราธนาพระธรรม กลับมาถึงเมืองไต้ถัง แล้วได้สำเร็จมรรคผล
                               

                                     (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม ช่วยกดดูวิดีโอไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้แอดมินด้วยนะครับ)

เนื้อเรื่องตามไซอิ๋ว
คณะเดินทางแสวงบุญเดินทางมาถึงหมู่บ้านเกาเล้าจึง ที่กำลังประกาศหาคนมาปราบปีศาจ เนื่องจาก เศรษฐีเก้าท้ายกง มีลูกสาว 3 คน ลูกสาวเศรษฐีถูกปีศาจจับตัวไป พระถังซำจั๋ง เห็นว่าหงอคงน่าจะช่วยได้ จึงให้หงอคงช่วย หงอคงถามไถ่กับเศรษฐีได้ความว่า เมื่อหลายเดือนก่อน มีชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาในหมู่บ้าน แรกเริ่มเดิมทีเขาเป็นขยันขันแข็ง กินเจ และไม่ทานเนื้อ ทำให้เศรษฐีพอใจในตัวชายหนุ่มมากจึงแนะนำลูกสาวให้รู้จัก ลูกสาวก็พอใจในชายหนุ่ม เศรษฐีจึงจัดงานแต่งงานให้ทั้งคู่ แต่อยู่ๆ ไป ชายหนุ่มก็ไม่ขยันเหมือนเดิม ทั้งกินเนื้อสัตว์ และกินเหล้า นอกจากนี้ยังกินเก่งขึ้นทุกทีๆ จนอยู่มาคืนหนึ่ง ลูกสาวก็ร้องเสียงดังมาจากห้องหอ ชายหนุ่มกลายเป็นปีศาจหมู พอเศรษฐีกับคนรับใช้หมายจะเข้าไปช่วย แต่ไม่อาจสู้ปีศาจหมูได้ เพราะมีคราดวิเศษ 9 ซี่ ทำให้ทั้งลูกสาวและปีศาจหมูอาศัยอยู่บนห้องนอนชั้นบน แต่หลายครั้งที่ปีศาจหมูจะกลายร่างเป็นลมพายุหายตัวออกไปนอกบ้าน

เห้งเจีย เลยคิดแผน โดยเขาขึ้นไปช่วยลูกสาวเศรษฐีลงมาแล้วปลอมตัวเป็นบุตรีเศรษฐีแทน พอปีศาจหมูกลับมาเห้งเจียในร่างแปลงก็พยายามหลอกล่อปีศาจหมู จนปีศาจหมูผิดสังเกต เห้งเจียจึงเผยตัวและสู้กับปีศาจหมู

พระโพธิสัตว์กวนอิมเสด็จมาห้ามและบอกว่า ปีศาจหมูตนนี้เป็นศิษย์ที่พระพุทธองค์เลือกไว้ให้ร่วมเดินทางไปแสวงบุญ โดยสั่งให้รักษาศีล 8 เพื่อรอไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่เมืองไซทีพร้อมกัน ปีศาจหมูเล่าถึงอดีตอันน่าเศร้าว่า เดิมทีเป็นคนโง่เขลา เกียจคร้าน เที่ยวกินดื่ม มั่วในกามคุณ ต่อมาได้ฤาษีสั่งสอน ข้าชอบใจจึงได้พร่ำอ่านร่ำเรียนจนสำเร็จฌาณ ได้เข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ และได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเทียนฟง ผู้คุ้มแม่น้ำทีฮ้อ เมื่อครบรอบ 3000 ปี เจ้าแม่สวรรค์ตะวันตก ฮ่องโป๊เนี่ยเนี้ย( 西王母หรือซีหวังหมู่) ต้องจัดงานเลี้ยงฉลองลูกท้อ ข้ากลับดื่มสุราจนหนักไป เคลิบเคลิ้มไม่รู้สึกผิดชอบ จึงไม่มีความละอายและไปจีบล้อกับนางฟ้านามว่า "ฉางเอ๋อ เทพแห่งดวงจันทร์" เข้า นางกลับโกรธและเอาเรื่องไปทูลฟ้องเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ตัดสินลงโทษสถานหนักให้ลงมาเกิดบนโลก แต่ดันไปเกิดในครรถ์หมู และได้ชื่อว่า ตือกังเจีย (猪刚鬛หมูขนแข็ง) และได้อธิบายว่า อาวุธคราดของเขา เกิดจากฟ้าดิน และฤดูกาลทั้งสาม อาบทั้งแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ เป็นคราดวิเศษ 9 ซี่ ชื่อ เซียงโป๊กิมป่า (九齿) ที่ได้มอบให้เง็กเซียนฮ่องเต้ไว้ควบคุมทหาร ต่อมาจึงมอบให้แก่แม่ทัพก็คือ เขานั่นเอง โดยเขาเล่าว่าเขายังสามารถแปลงกายได้ 36 อย่าง และเหาะเหินไปมาได้ด้วย

แต่ตัวเขากลับมาตบะแตก เพราะความงามของ ลูกสาวเศรษฐีเสียก่อน พระถังซำจั๋ง จึงรับปีศาจหมูเป็นศิษย์ และตั้งนามใหม่ให้ แต่เขาแย้งว่า พระกวนอิม ได้ตั้งฉายาใหม่ให้เขาแล้วชื่อ ตือหงอเหนง และขออาจารย์ออกจากศีล 8 และออกเจได้หรือไม่ พระถังกล่าวว่า “เดิมได้กินเจ แต่จะมากลับใจหามิควรไม่ ข้าขอเรียกเจ้าเป็น ศีล 8 (โป๊ยก่าย) ละกัน จะได้เรียกใช้ง่ายดี เศรษฐีได้เข้าใจปีศาจหมูดีแล้ว ก็ยินดีกับลูกเขย และได้มอบรองเท้าให้แก่เห้งเจีย และโป๊ยก่าย คนละคู่

ปริศนาธรรมไซอิ๋ว
ข้อแรก ที่หลายคนสงสัย คือ ทำไมต้องศีล 8 ? เพราะศีล 8 นั้นเป็นศีลขั้นต่ำสุดของ อนาคามี โดยศีลนั้น เป็นเพียงกติกา หรือข้อจำกัด เพื่อใช้ควบคุมได้เพียง กาย วาจา เท่านั้น แต่ทางจิตนั้นกลับยังไม่สามารถควบคุมได้ ต้องเสริมด้วยการฝึก สมาธิ อีก จึงจะครบ

ศีล นั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1.
จุลศีล มี 2 อย่าง คือ ศีล5 และ อาชีวัฏฐมกศีล
2.
มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) ได้แก่ อัฏฐศีล (ศีล8 ) และทสศีล (ศีล 10 สำหรับสามเณร)
3.
มหาศีล (ศีลอย่างสูง) แยกเป็น ภิกษุณีวินัย (ศีล 311) และ ภิกษุวินัย (ศีล 227)

โดยในชื่อของตือโป๊ยก่าย คือ ศีล 8 ซึ่งยังถือเป็นศีลของ บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สงฆ์ มีดังนี้
1.
เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. เว้นจากการลักทรัพย์
3. เว้นจากประพฤติผิดในพรหมจรรย์ และ เว้นจากเรื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
4. เว้นจากการพูดโกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ
5. เว้นจากการเสพสุรา อันเป็นที่ตั้งของความไม่ระมัดระวัง
6. เว้นจากการกินในยามวิกาล (หลังเที่ยงวันถึงรุ่งเช้าของวันใหม่)
7. เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วย ดอกไม้ ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
8.เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่งที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่น หรือ สำลี

ในตอนแรกก่อนที่ โป๊ยก่าย จะมาพบกับ เห้งเจีย และพระถัง นั้น พระกวนอิม สั่งให้ โป๊ยก่าย ถือศีล 8 และกินเจ แต่เนื่องจาก ศีล นั้น ยังไม่ได้รับการอบรมที่ดีพอ ทำให้โป๊ยก่ายนั้นอดทนอยู่ในศีลได้เพียง 3 ปี ตบะก็แตก ทำให้ผิดศีล นั่นคือ โป๊ยก่าย ทั้ง กินเนื้อสัตว์ เสพสุรา ร้องรำ กินมากไป นอนบนเตียง ประพฤติในกาม ซึ่งทำให้ความแตก (บางคนมองว่า โป๊ยก่ายคือ ศีล ต้องมาพบกับ พระถัง (ขันติ) และม้ามังกร (ความเพียร) จึงจะสามารถรักษาศีลไว้ได้)

โดยอาวุธของ ตือโป๊ยก่ายนั้น คือ คราด 9 ซี่ ซึ่งเปรียบเสมือน อาวุธของศีล คือ สังฆคุณ 9 เพื่อให้การรักษาศีลนั้นมีพลังมากขึ้น ประกอบด้วยการปฎิบัติตามแนวทาง ดังนี้
1.สุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
2.อุชุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว
3.ญายปฏิปันโน เป็นผู้ฏิบัติเป็นธรรม
4.สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
5. อาหุเนยโย เป็นผู้ควรของคำนับ
6.ปาหุเนยโย เป็นผู้ควรแก่เครื่องสักการะที่จัดไว้ต้อนรับ
7.ทักขิเนยโย เป็นผู้่ควรแก่ของทำบุญรับทักษิณาทาน
8.อัญชลิกรณีโย เป็นผู้ควรทำอัญชลีกราบไหว้ได้สนิทใจ
9. อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ เป็นนาบุญของโลก

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 7 ปีศาจหมีดำ (黑風怪)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 7 ปีศาจหมีดำ (黑風怪)

เฮยต้าหวัง หรือ เฮ๊กฮองไต้อ๋อง (黑風怪 แปลว่า ปีศาจสายลมทมิฬ) เนื่องจากอาศัยอยู่บนเขาสายลมทมิฬ (黑風山) เดิม เป็นหมีดำ แต่ได้บำเพ็ญเพียรสำเร็จสามารถแปลงเป็นมนุษย์แขนดำได้ มีฤทธิ์เดชศักดากล้าหาญ อาศัยอยู่ที่เขาเฮ๊กฮองซัว (黑風山) ถ้ำเฮ๊กฮองต๋อง ใกล้วัดกวนอิมเซียนยี่ เมื่อเวลาพระถังซัมจั๋งมาถึงวัดก็เข้าพักอาศัยนอน เฮ๊กฮองไต้อ๋องลักเอาผ้ากาสาวพัสตร์ของพระถังซัมจั๋งไป ถูกเห้งเจียกำจัดจับได้ พระโพธิสัตว์กวนอิมเอาตัวไปเลี้ยงที่น่ำไฮ้


(ระหว่างอ่านปริศนาธรรม ช่วยกดดูวิดีโอไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้แอดมินด้วยนะครับ)

เนื้อเรื่องตามไซอิ๋ว
เมื่อคณะเดินทางมาถึงวัดกวนอิมได้ขอพำนัก 1 คืน โดยได้บอกกับเจ้าอาวาสว่า คณะของตนเดินทางมาจากแดนต้าถัง เจ้าอาวาสนี้ได้พูดจาโอ้อวดว่ามีอายุมายาวนาน และมีของสะสมมากมาย โดยเฉพาะ จีวร ที่ตัวเขามีจำนวนมาก จนเห้งเจียนั้นทนไม่ไหว อวดโอ้คืนว่า อายุเพียง 270 ปี เทียบเท่ากับเป็นแค่หลานของเรา แถมเอาจีวรของพระถังซำจั๋ง ซึ่งเป็นจีวรวิเศษที่ได้รับจากพระกวนอิม มาอวด (เป็นจีวรที่พระกวนอิม แปลงกายเป็นคนแก่มาขายจีวรวิเศษ ในราคาแพงสุดๆ แต่ฮ่องเต้ถังไถ่จง ศรัทธาแรงกล้าจึงได้ซื้อเพื่อถวายแก่พระถังเพื่อใช้เดินทางไปไซที) ทำให้พระถังนั้นไม่พอใจเห้งเจีย แล้วกล่าวอ้างคำโบราณ ว่า ของดีควรเก็บไว้ หากใครจิตไม่ดีเห็นจะไม่งาม
 



เจ้าอาวาสเกิดกิเลส จึงอ้อนวอนขอยืมไปชม 1 คืน พระถังไม่อยากให้ แต่เห้งเจียรับปากว่าถ้าเกิดเรื่องอะไร เขาจะเป็นคนรับผิดชอบเอง เจ้าอาวาสอยากได้จีวรจึงวางแผนเผาห้องที่ พระถัง กับ เห้งเจีย พักอยู่ เพื่อป้องกันข้อครหา (เขาไม่กล้าฆ่าคนด้วยอาวุธ) เห้งเจีย วางแผนซ้อนด้วยการงรีบแปลงร่างเป็นผึ้งไปยืมของวิเศษ กับ กว่างหมู่เทียนหวัง (หรือท้าววิรูปักษ์ หนึ่งใน 4ราชาแห่งสวรรค์ชั้นจาตุ) มากันไฟให้ พระถัง พระถังนั้นยังคงนอนสงบไม่รู้ตัว ส่วนเห้งเจียก็เป่าไฟให้ดับ และเป่าให้ไฟนั้นย้อนกลับไปเผาวัดแทน
 



เฮยต้าหวัง หรือ เฮ็กฮองไต้อ๋อง (ปีศาจหมีดำ) เห็นควันไฟที่วัดกวนอิม ต้องการมาช่วยดับไฟจึงมุ่งหน้ามาที่วัด แต่เมื่อเห็นจีวรที่สวยงามมีรัศมีจึงได้ลักขโมยไป เมื่อเวลาเช้า พระถังตื่นขึ้นมาก็ได้ทราบเรื่องจากเห้งเจีย ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนเจ้าอาวาสก็ฆ่าตัวตายด้วยการเอาหัวตัวเองโขกกับเสาจนเสียชีวิต เพราะละอายต่อความผิดที่จีวรหายไป พระถังจึงสวดมนต์รัดห่วงแก่ เห้งเจีย เป็นการลงโทษ
เห้งเจีย เมื่อรู้ว่า เมื่อวานมีเฮ็กฮองไต้อ๋อง มาที่วัด และถ้ำอยู่ใกล้ๆกับวัดนี้ ก็ตามไปเอาจีวรคืน เกิดการสู้รบกันแต่ไม่สามารถชนะได้ จนต้องไปขอความช่วยเหลือกับ พระกวนอิม โดยปีศาจหมีดำต้องการอวดจีวรวิเศษ จึงจัดงานเลี้ยงขึ้น และเชื้อเชิญเพื่อนปีศาจมาร่วมงาน

เมื่อเห้งเจียไปถึง ก็พบกับปีศาจหมีดำ กำลังคุยกับ บัณฑิตชุดขาว (
白衣秀士) และนักพรต เห้งเจียก็ตีบันฑิตชุดขาวตาย คืนร่างเป็นงูขาว ส่วนสองคนที่เหลือก็หนีไป
มาถึงตอนนี้ เห้งเจียได้ยินว่า นักพรตจะเอายา 2 เม็ดมาให้เป็นของขวัญแก่ปีศาจหมีดำ  เห้งเจียและพระกวนอิมจึงวางแผน โดยเห้งเจียไปตีนักพรตสลบไป (กลายร่างเป็นหมาป่าขาว) โดย พระโพธิสัตว์ แปลงร่างมาเป็นนักพรต และเห้งเจีย แปลงเป็นยา เอาไปมอบให้ปีศาจหมีดำ พอปีศาจหมีดำได้กินยาก็เกิดอาการปวดท้อง และยอมแพ้ เห้งเจียจึงออกมาจากท้อง และพระกวนอิม ก็คืนร่างเดิม ปีศาจหมีดำยอมจำนน พระกวนอิมทรงเมตตา ให้ศีล และรับปีศาจหมีดำไปเป็นคนเฝ้าประตูด้านหลังของเขาหน่ำไฮ้ (ทะเลใต้ 南海)




ปริศนาธรรม
เป็นที่รู้กันว่า ไซอิ๋วเป็นการเดินทางของจิต (โพธิจิต) ที่เปรียบเสมือนกับ ซุนหงอคง (เป็นภาษาฮกเกี้ยน ที่แปลว่า จิตว่างเปล่าที่ตื่นแล้ว) ที่ได้รับการศึกษาแล้ว (จิตที่มีปัญญาแล้ว) แต่การที่ยังไม่มีศีล ทำให้ จิต นั้นขาดกรอบกำหนด ทำให้ เห้งเจียนั้นอดทนไม่ไหวไปโอ้อวด ของวิเศษ

เจ้าอาวาสนั้น แม้จะห่มจีวร มานานแสนนานก็ไม่สามารถดับกิเลสในตัวได้ โดยเฉพาะความโลภ ทำให้สามารถวางแผนฆ่าคนได้ นอกจากนี้ การลักทรัพย์ (อทินนาทาน 5) ยังผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก 4 (เจ้าอาวาสฆ่าตัวตายเปรียบเสมือนท่านสิ้นชีพในทางศาสนาแล้ว)

นักพรต และบัณฑิตชุดขาว เพื่อนของปีศาจหมีดำ ก็เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส แม้จะแต่งกายเป็นบัณฑิตดูสวยสง่า หรือ ชุดนักพรต หากจิตยังไม่สามารถละกิเลสได้ เสื้อผ้าก็ไม่ช่วยอะไร

ต่อมา คือ ปีศาจหมีดำ แม้คุ้นเคยกับพระในวัดเป็นอย่างดี แต่ ศีลธรรมไม่ได้ซึมซับเข้าไปเลย ยังคงเลือก ทำผิด กายกรรม (จะมีวจีกรรม และมโนกรรม ด้วย แต่ยังไม่เกิดในตอนนี้) โดยกายกรรมนั้นมี 3 อย่าง คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม นั่นเอง

อกุศลกรรมบท 10 แบ่งเป็น 3 ดังนี้
1.
กายกรรม 3
2.
วจีกรรม 4
3.
มโนกรรม 3