วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563

จี่เสี้ยงหลาน ขุนนางเจ้าสำราญ ข้างกาย เฉียนหลงฮ่องเต้

จี่เสี้ยงหลาน (纪晓岚) (1724 - 1805) ขุนนางนักปราชญ์ ข้างกาย เฉียนหลงฮ่องเต้

ยุคสมัยอันรุ่งเรืองของแผ่นดินจีน ภายใต้เฉียนหลงฮ่องเต้ ราชวงศ์ชิง นั้นมี เหอซิน เป็น ขุนนางกงฉิน แต่เหอซิน เป็นคนโปรดของเฉียนหลง มีตำแหน่งใหญ่โต นั่งควบหลายตำแหน่งเป็นรองก็แค่เฉียนหลง ฮ่องเต้ แต่มีขุนนางตงฉินคนหนึ่งในยุคสมัยเดียวกันเป็นนักปราชญ์ฝีปากกล้า นั่นคือ จี่เสี้ยงหลาน นั่นเอง

หลายคนเชื่อว่า จี่เสี้ยงหลาน  นี่คือ ต้นแบบของอุ้ยเสี่ยวป้อในนิยายของกิมย้ง แต่อุ้ยเสี่ยวป้อไม่มีตัวตนจริง แต่จี่เสี้ยงหยาน นั้นมีตัวตนจริงแต่อยู่ในยุคของหลานคังซีฮ่องเต้ นั่นคือ ยุคของเฉียนหลงฮ่องเต้

---------------

จี่เสี้ยงหลาน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1724 ในรัชสมัยฮ่องเต้หย่งเจิ้ง ที่เหอเจียน มณฑลเหอเป่ย เป็นลูกของรัฐมนตรีมหาดไทย และนักโบราณคดี จี่เสี้ยงหยาน เป็นคนฉลาด มีไหวพริบ สนุกสนาน เฮฮา แต่ก็เป็นคนซื่อตรง เขาฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก จนมีฉายาว่า “อัจฉริยะแห่งเหอเจียน” บันทึกระบุว่า  เขามีความจำเป็นเลิศ  อ่านหนังสือเพียงรอบเดียวก็สามารถจดจำได้หมด นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถพิเศษ คือ เขาสามารถมองกลางคืนได้เหมือนกลางวัน แต่ความสามารถนี้ค่อยๆหายไปเมื่อโตขึ้น

อายุ 8 ขวบ พ่อของเขาพา จี่เสี้ยงหลาน ไปสมัครทดสอบความเป็นอัจฉริยะ ผ.อ.อำนวยการสอบครั้งนั้น รับราชการมาได้ 3 ปี เห็นเด็กอายุ 8 ขวบมาสมัคร ก็อยากลองภูมิ วัดความเก่งด้านวิชาการด้วย การแต่งกลอนต่อกลอน ผ.อ. 3 ปี จึงเปิดกลอนด้วย

เด็กน้อย 8 ขวบรึ จะมุ่งมั่นสอบ...
จี่เสี้ยงหลาน ไม่รีรอ ต่อ กลอนตอบกลับทันที ...
ขุนนนาง 3 ปีรึ จะซื่อสัตย์ภักดี...
ผ.อ.อำนวยการสอบถึงกับอึ้งกับคำตอบ

สมัยวัยรุ่นอายุ 18 ปี ในบันทึกราชวงศ์ชิง บันทึกว่า เขาหมกมุ่นในเรื่องกามรมย์อย่างหนัก เขามักหมกตัวอยู่ในหอโคมแดง โดยบางวัน เขาจัดทั้งเช้า กลางวัน และเย็นถึงดึกอีก 3 รอบ เลยทีเดียว ว่ากันว่า เขาสามารถเสร็จสมถึง 5 ครั้งในหนึ่งวัน วนไปแบบนี้ตลอดทุกวัน เรื่องการหมกตัวในหอโคมแดงนี้ เขาเที่ยวตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงแก่เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เขายังชอบกินเนื้อหมูเป็นชีวิตจิตใจ ในหนึ่งมื้อเขากินเนื้อสัตว์ไปหลายชั่ง และเกลียดการกินข้าวมาก ถึงขนาดมีกลอนว่า การกินข้าว เป็นการดูถูกกระเพาะของตนเอง  แต่ในระยะหลังเขาหันไปกินเนื้อวัวแทน แต่เขาก็ไม่แตะเนื้อเป็ด เพราะเขากินแล้วจะอาเจียน
.
ปี ค.ศ. 1747 อายุ 23 ปี สามารถสอบบัณฑิตระดับจังหวัดได้ อีก 7 ปีต่อมาเขาก็เข้าสอบบัณฑิตระดับราชวัง (จองหงวน) ได้อันดับ 22 ของประเทศ (ตำแหน่งจองหงวน คือต้องได้อันดับหนึ่งของประเทศเท่านั้น)

แม้ว่า จี่เสี้ยงหลาน จะสามารถสอบผ่านการคัดเลือกรับราชการ แต่เพราะเป็นคนขี้เหร่ (บันทึก ระบุว่า สมัยวัยรุ่นถึงกลางคน เขาเป็นคนที่อ้วนและตัวดำ) มีลักษณะพูดติดอ่าง แถม สายตาสั้น ฮ่องเต้เฉียนหลงที่ยึดหลักการคัดเลือกคนเข้าทำงาน แม้ จี่เสี้ยงหลาน จะมีความสามารถเป็นเลิศ แต่เมื่อจี่เสี้ยงหลาน บุคลิกไม่ดี จึงให้แค่ตำแหน่งงาน เสนาบดีด้านพิธีการ เท่านั้น เป็นตำแหน่งที่ไม่มีบทบาทความสำคัญใดๆ  แต่กลับเป็นตำแหน่งขุนนางที่ได้ใกล้ชิดฮ่องเต้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี มีบันทึกระบุว่า เขาสะสมหนังสือนับหมื่นเล่มที่บ้านของเขา โดยถูกเก็บในโกดังส่วนตัวของเขาถึง 4 แห่ง

เฉียนหลงไว้วางใจและเชื่อใจเขาอย่างมาก ทำให้มักจะมอบหมายงานเล็กๆ ให้เขาไปทำหน้าที่แทน เช่น เป็นประธานอำนวยการสอบบัณฑิตระดับราชวัง

ทดสอบปัญญา
วันหนึ่งมี ขันทีแก่คนหนึ่ง เดินทามาจากใต้ การพูดจึงมีสำเนียงใต้  เห็น จี่เสี้ยงหลาน และได้ยินกิตติศัพท์ด้านความรู้ของเขาก็ต้องการทดสอบภูมิของเขา โดยเริ่มถามเป็นกลอนสำเนียงทางใต้ว่า "คนตัวเล็ก  ฤดูหนาว สวมใส่เสื้อ ฤดูร้อน สบัดพัด  ฤดูใบไม้ผลิ เขาจะต้องทำอะไร"

จี่เสี้ยงหลาน ต่อกลอนกลับไปทันทีว่า  "ขันทีแก่ เดินทางมาเหนือ เขาต้องทำอะไร แล้วรอฤดูอะไรอยู่"
เมื่อตอบกลับไปดังนี้  ขันทีแก่ ก็ได้แต่ชื่นชมเขา

แต่งกลอนหนึ่ง
เมื่อฮ่องเต้เฉียนหลงนั้น ชอบตั้งโจทย์ เพื่อให้  จี่เสี้ยงหลาน ตอบ

ครั้งหนึ่งที่ประพาสทางใต้ ระหว่างล่องเรือในทะเลสาบ ฮ่องเต้เห็นชายชรานั่งตกเบ็ดบนเรือลำน้อยอย่างสบายใจ อารมณ์ศิลปินจึงเกิด เขาต้องการแต่งกลอนไว้เป็นที่ระลึก เฉียนหลงจึงโยนไปให้จี้เสี่ยวหลานช่วยแต่งกลอน โดยมีโจทย์ว่าต้องมี คำว่า หนึ่ง อยู่ในกลอนนั้น 10 คำ

“หนึ่งถ่อ หนึ่งพาย หนึ่งเรือน้อย
หนึ่งประมง หนึ่งคันเบ็ด
หนึ่งเคาะ หนึ่งครวญ อีกหนึ่งยิ้ม
หนึ่งครองครอบ หนึ่งธารน้ำ”

ในที่สุด จี่เสี้ยงหลาน ก็สามารถใช้ไหวพริบแต่งเป็นกลอน เชิดชู เอาใจ เฉียนหลงฮ่องเต้ ที่ได้ครอบครองแผ่นดินทางใต้ ได้

สูบบุหรี่
จี่เสี้ยงหลาน เป็นคนสูบบุหรี่ จนเขามีฉายาในวังว่า "จี่เสี้ยงหลาน ถุงกระเป๋า" เพื่อเอาไว้ดับบุหรี่ แต่ครั้งหนึ่งเฉียนหลงมีความกังวลใจอย่างมาก จึงอยากไหว้เจ้า และรีบเรียกใช้งาน จี่เสี้ยงหลาน อย่างเร่งด่วน ทำให้เขาไม่มีเวลาดับบุหรี่ ดังนั้นเขาจึงต้องซ่อนกระเป๋าบุหรี่ไว้ในรองเท้าเพื่อรีบตามไปไหว้เจ้า ควันไฟไหม้ในรองเท้า ทำให้จี่เสี้ยงหยาน ต้องทนต่อความเจ็บปวด และหวังว่าเฉียนหลงฮ่องเต้จะไหว้เจ้าเสร็จในไม่ช้า จนควันออกมาจากกางเกงของเขา ฮ่องเต้ถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น จี่เสี้ยงหลาน  รีบตอบกลับไปว่า: "ไฟ! ไฟไหม้" ฮ่องเต้รีบไล่เขาออกไปดับไฟ  จี่เสี้ยงหลาน ต้องรีบวิ่งออกไปด้วยเท้าข้างเดียว หลังจากวันนั้น จี่เสี้ยงหลาน ก็ต้องก็ต้องถือไม้เท้าช่วยเดินไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ตงฉิน กับกังฉิน
ครั้งหนึ่ง ในพระราชอุทยาน ฮ่องเต้มองหน้าขุนนางคนโน้นที คนนี้ที แล้วนึกในใจ ต่อมาก็หันไปถามจี่เสี้ยงหยาน

“บอกข้าหน่อยได้ไหม ความแตกต่างระหว่างตงฉินกับกังฉิน”

จี่เสี้ยงหยาน  นึกไม่ทันฮ่องเต้ ก็ตอบกลับไปแบบซื่อๆ ว่า  “ตงฉินย่อมซื่อสัตย์จงรักภักดี กังฉินย่อมคดโกงปลิ้นปล้อน”

“ซื่อสัตย์ จงรักภักดีมีความหมายอย่างไร” ฮ่องเต้ถามต่อ

“ย่อมหมายถึงรับใช้ฮ่องเต้ ถึงขนาดสามารถถวายชีวิตเป็นราชพลี” จี่เสี้ยงหยาน กราบทูล

จบคำกราบทูลนี้ ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงจ้องหน้า จี่เสี้ยงหยาน  “ท่านเป็นตงฉินหรือกังฉิน”

“ข้าฯเป็นตงฉิน”

“หมายความว่า ถ้าข้าสั่งให้ท่านไปตาย ท่านก็พร้อมจะตายโดยไม่บิดพลิ้วกระนั้นหรือ” ฮ่องเต้เสียงเข้ม

จี่เสี้ยงหยาน  กราบทูลเสียงเข้ม “ใช่แล้ว พ่ะย่ะค่ะ”

โดยที่ไม่มีใครได้ทันคาดคิด เฉียนหลงทรงสั่งเสียงดังว่า “ท่านจี้ไปกระโดดน้ำตายที่สระน้ำตรงนั้นเดี๋ยวนี้”

จี่เสี้ยงหยาน อึ้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฉียนหลงจริงจัง ก็เดินไปที่ริมสระน้ำตามรับสั่ง ถอดเสื้อคลุมพระราชทานออก ตั้งท่าจะกระโดดน้ำ แต่ก็หยุดชะงัก แล้วอ้าปากเหมือนพูดอะไรอยู่กับใครสักคน

ฮ่องเต้ เฉียนหลง ทรงจ้องตาไม่กะพริบ เมื่อไหร่ขุนนางนักปราชญ์คนโปรดจะกระโดดลงน้ำ แต่ทรงผิดคาด จี่เสี้ยงหยาน เดินย้อนกลับมากราบทูลว่า ข้ากำลังจะกระโดดลงน้ำอยู่แล้ว แต่มีเงาคนในสระน้ำยกมือห้าม

“ใครห้าม” ฮ่องเต้ถาม “ท่าน ฌีหยวน ห้าม” จี้เสี่ยวหลานตอบ

ฌีหยวน เป็นกวีเอกของจีนยุคโบราณ รับราชการเป็นรองนายกฯรัฐฉู่ แต่ถูกพวกกังฉินสุมหัวกันใส่ความ ต้องลาออก เนรเทศตนเองไปอยู่บ้านนอก วันหนึ่งก็ไปกระโดดน้ำตาย

ชาวบ้านรักฌีหยวน เมื่อรู้ข่าวก็ชวนกันเอาข้าวห่อไปทิ้งลงน้ำ ตั้งใจให้สัตว์น้ำกินข้าวห่อแทนแทะศพฌีหยวน จนเกิดเป็นประเพณีกินบ๊ะจ่าง เพื่อรำลึกถึงวัน ฌีหยวน ฆ่าตัวตาย

ฮ่องเต้ถาม เหตุใด ฌีหยวนถึงห้ามท่าน จี่เสี้ยงหยานตอบว่า วิญญาณ ฌีหยวน สถิตในน้ำนิรันดร บอกว่า "ข้าตายไม่ได้ เพราะชีวิตของข้านั้นเป็นเรื่องเล็ก แม้ คนภายหลังจะชื่นชมว่า ข้าตายเพราะจงรักภักดีเหมือน ฌีหยวน แต่ก็สาปแช่งเจ้านครรัฐฉู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ายอมเสียชื่อว่ารักตัวกลัวตาย ดีกว่ายอมให้ใครๆกล่าวถึงพระองค์เฉียนหลงในแง่ไม่ดี”

เป็นอันว่า จี่เสี้ยงหยาน ใช้ไหวพริบระดับอัจฉริยะ รอดจากการกระโดดน้ำตาย

คนจีนมีกี่คน
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กล่าว ถึงความปราดเปรื่องของยอดนักปราชญ์ผู้นี้ เมื่อครั้งฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ของเฉียนหลง ประชาชนทุกสารทิศต่างมาร่วมชุมนุมถวายเกียรติถวายพระพรแก่เจ้าเหนือหัว เฉียนหลงเห็นประชาชนมากมาย จึงถามขึ้นลอยๆว่า “เดี๋ยวนี้ประชาชนมีทั้งหมดกี่คน”

คำถามง่ายแต่ตอบยาก เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าหลบตา มีแต่ จี่เสี้ยงหยาน ที่ยังคงยิ้มแย้ม เฉียนหลง พยักหน้า จี้เสี่ยวหลานเป็นอันรู้ว่าเจ้าเหนือหัวต้องการคำตอบจากตัวเอง

“กระหม่อมเห็นว่า ทั้งแผ่นดิน มีคน แค่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ...ชื่อเสียง อีกคนหนึ่งชื่อ...ผลประโยชน์ คนทุกคนเกิดมาล้วนย่อมมีความประสงค์สูงสุดด้วยกันทั้งนั้น บางคนพยายามสร้างตนให้มีชื่อเสียง บางคนพยามยามแสวงหาผลประโยชน์”

ช่วยเพื่อน
อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ  ครั้งหนึ่ง...เกิดปัญหาการเมือง ราชบัณฑิต อิ่นจ้วงถู กราบทูลความจริงในราชสำนักว่า มีขุนนางทุจริตคดโกง ราษฎรโกรธเคือง

เฉียนหลงฮ่องเต้ได้รับฟังก็โกรธมาก สั่งลงโทษ อิ่นจ้วงถู ถึงขั้นประหารชีวิต บิดาของ อิ่นจ้วงถู นั้นมาขอร้อง จี่เสี้ยงหลาน เพราะ พวกเขาสอบเข้าคัดเลือกรับราชการปีเดียวกัน คุ้นเคยกันจึงออกปากขอร้องให้ จี่เสี้ยงหลาน ช่วย จี่เสี้ยงหยานจึงรับปาก 

ในการประชุมขุนนาง จี่เสี้ยงหลาน ก็ทูลขอชีวิตเพื่อน แต่ผลออกมาตรงข้าม
เฉียนหลงฮ่องเต้ ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก ชี้หน้าด่า จี่เสี้ยงหลาน ว่า

“ข้าเห็นเจ้าพอมีความรู้ทางอักษรศาสตร์ จึงให้เจ้าเป็นแม่กองเรียบเรียง “ซื่อคู่เฉวียนซู” (รวมชุดหนังสือสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบัน) และเลื่อนตำแหน่งให้เจ้า  ความจริง ข้าแค่เลี้ยงเจ้าไว้ดูเล่นๆ เหมือนโสเภณี หรือ นักแสดง เพื่อคลายเครียด เจ้า.. จี่เสี้ยงหลาน กลับมาเสนอหน้า พูดเรื่องชาติ บ้านเมือง”

จี้เสี่ยวหลานตกใจจนเหงื่อโชก รีบโขกศีรษะขอรับโทษ กลับถึงบ้านก็ล้มป่วยอยู่หลายวัน

เฉียนหลง กล่าวเช่นนี้ โดยก่อนหน้านี้ เฉียนหลงฮ่องเต้ก็เคย ให้อภัย  จี้เสี่ยวหลาน มาแล้วครั้งหนึ่ง

ก่อนหน้านั้น คือ จี้เสี่ยวหลาน เคยถูกส่งไปรับราชการที่สำนักตุลาการ แต่ จี้เสี่ยวหลาน กลับตัดสินคดีผิดพลาดถึงกับต้องรับโทษ เฉียนหลงจึงตรัสว่า

“จี้เสี่ยวหลาน คนนี้ เดิมทีเป็นบัณฑิตโง่เขลา ข้าแค่ให้ไปทำงานชั่วคราว เขาจึงไม่คุ้นเคยกับงานที่ได้รับไปทำ สายตาก็สั้น ถ้าเขาทำงานไม่ผิดพลาดก็นับว่าแปลก จึงสมควรให้อภัย”

จี้เสี่ยวหลาน รอดตัวมาได้สองครั้ง บทเรียนนี้มีผลให้ จี้เสี่ยวหลาน ปรับตัว...ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราโบราณ หากวันไหนฮ่องเต้ถามเรื่องการเมือง แม้เพียงเรื่องเล็กน้อย

“ข้าพเจ้าไร้ความสามารถ รู้เรื่องเพียง ตัวอักษร เล็กน้อย...เท่านั้น"

”เฉียนหลงได้ยินคำตอบนี้ก็พอใจ แล้วบอกกับ จี้เสี่ยวหลาน ในที่สุดเจ้าก็รู้ฐานะของตัวเอง”

หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็ถุกเนรเทศไปอยู่ดินแดน ซินเจียงถึง 2 ปี ด้วยคดี เกลือ (ไม่มีในบันทึก)

มหาสารานุกรม
ก่อนที่เฉียนหลงจะเรียกตัวกลับมาทำงานใหญ่นั่นก็คือ “มหาสารานุกรม” ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของจี้เสี่ยวหลาน และเฉียนหลงฮ่องเต้ ในปี 1773 จี้เสี่ยวหลาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานในการจัดทำ “มหาสารานุกรม” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินจีน เทียบเท่ากับ กำแพงเมืองจีน เลยทีเดียว

มหาสารานุกรมนี้ใช้เวลาจัดทำถึง 10 ปี รวม 3,475 เล่ม ประกอบด้วย 79,000 บท มี 4 ชุด ต่อมาคัดลอกเพิ่มอีก 3 ชุด

แต่ระหว่าง การสร้าง มหาสารานุกรม นั้น เฉียนหลงฮ่องเต้เสด็จมาเยี่ยม แต่พบว่า จี้เสี่ยวหลาน นั้นทรุดโทรมลงอย่างมาก แต่เป็นอันรู้กันว่า เขาบากบั่นทำงานอย่างหนักจนไม่ได้เที่ยวหอโคมแดงเลย ทำให้ เฉียนหลงฮ่องเต้ต้องประทานเด็กรับใช้ให้ 2 คน คอยนอนข้างกาย จนเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติ"

นอกจากนี้ยังมีหนังสือเด่นอีกเล่มคือ  "ประชุมเรื่อง การอ่านในกระท่อมมุงหลังคา"  ที่รวบรวมเนื้อเรื่องซุบซิบนินทาของชาวบ้านกว่า 12,000 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องขบขัน แต่ก็มีเรื่อง เวรกรรม สยองขวัญ และภูตผีปีศาจ ผสมปนเปกันไป หนังสือเล่มนี้มีตัวอักษรจีนมากกว่า 3 แสนตัว 

นอกจากนี้ยังมีหนังสือ ประชุมเรื่องสั้น ที่กล่าวเกี่ยวกับ การข่มขืนเด็ก มีการร่วมเพศต่างๆ ผีดิบ และอื่นๆ  ซึ่งหนังสือเรื่องนี้ไม่ควรให้เด็กอ่าน นักประวัติศาสตร์คาดว่า หนังสือเล่มนี้เอง ทีสะท้อนรสนิยมส่วนตัวของเขาด้วย เนื่องจาก เขาติดเซกส์จนอายุ 80 ก็ยังไม่วายยังคงเที่ยวย่านโคมแดง

 จี้เสี่ยวหลาน รับราชการอย่างซื่อสัตย์ภักดีจนกระทั่ง ปี 1805 ก็ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 81 ปี งานศพเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ

ที่น่าแปลก คือ คนบ้าตำรา บ้าเซกส์ เสพติดการกินเนื้อ ไม่กินผัก สูบบุหรี่ แต่เขากลับมีอายุถึง 81 ปี เลยทีเดียว

ในปี 1970 มีการขุดหลุมฝังศพเขา กลับพบว่า มีศพหญิงสาว 7 คน เลยหลุมของเขาเลยทีเดียว แต่ไม่พบศพของเขาและภรรยาเขา  ทำให้เชื่อว่า เขาอาจมีเมียน้อยถึง 7 คนเลย

โดยนักประวัติศาสตร์ เชื่อว่า ประชุมเรื่อง การอ่านในกระท่อมมุงหลังคา" บางเรื่องนั้นมาจากเรื่องราวของเขาเอง  เรื่องมีอยู่ว่า เศรษฐีคนหนึ่งได้แต่งงานกับภรรยาแสนสวย วันหนึ่งเขาป่วย

หมอจึงแนะนำเขาว่า ท่านเศรษฐี ท่านมีเซกส์มากเกินไป ท่านมีเซกส์จนไขกระดูกของท่านไม่เหลือแล้ว เหลือก็แต่ไขสมองของท่านเท่านั้น" 

ท่านเศรษฐีจึงถามกลับว่า  "แล้วไขสมองของข้าใช้ได้อีกกี่ยก"  555555





วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 19 เด็กแดง ( 紅孩兒)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 19 เด็กแดง 紅孩兒)


เด็กแดงคือใคร
หงไหเอ๋อร์ หรือ เด็กแดง (ฮกเกี้ยน จะเรียกว่า อั้งฮั้ยยี้ เป็นลูกขององค์หญิงพัดเหล็กกับราชาปีศาจกระทิง เนื่องจากบำเพ็ญพรตมากว่า 300 ปี จึงมีพละกำลังวิเศษ บิดาจึงให้ไปคอยรักษาภูเขาเพลิงไว้ เด็กแดงจึงมี "เพลิงสมาธิหรือ อัคคีฌาณ (三昧眞火) ทำให้สามารถปล่อยไฟจาก ดวงตา จมูก และปาก โดยไฟที่ออกมามิอาจดับด้วยน้ำได้ ต่อมาสถาปนาเป็นสุธนกุมาร อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโพธิสัตว์กวนอิม

** ในตอนนี้ ซุนหงอคง ได้บวชจากพระถังแล้ว ไ้ด้ชื่อว่า ซุน เห้งเจีย แล้วจึงขอใช้ชื่อ เห้งเจีย  แทนซุนหงอคง**


เนื่อเรื่องในไซอิ๋ว


เนื่อเรื่องในไซอิ๋ว
เห้งเจีย และพรรคพวก เดินทางมาถึง ภูเขาลักแป๊ะลี้จั๊บเพ้าพ้อซัว ก็เจอ เด็กแดง หรือ เด็กผมสามแหยม (อั้งอั้ยยี้ หรือ เซี๊ะเองไต้อ๋องแปลงร่างเป็นเด็กอายุ ขวบถูกมัดห้อยอยู่บนยอดต้นไม้ ร้องขอให้พระถังซ่วย แต่เห้งเจียรู้ทัน แต่พระถังก็ยังสั่งให้เห้งเจียช่วย เด็กแดงเมื่อถูกปลดลงมาก็อ้อนวอนของขี่หลังเห้งเจีย เห้งเจียยอมให้ขี่หลังพักหนึ่งก็รีบจับเด็กแดงฟาดกับพื้น เด็กแดงสู้กันพักหนึ่งก็ดลบันดาลให้พายุหอบเอาพระถังไปเก็บไว้ในถ้ำ เห้งเจียรีบตามไป เพื่อนำพระอาจารย์ของเขากลับมา เด็กแดงไม่เชื่อที่เห้งเจีย กล่าวว่า เขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับราชาปีศาจกระทิง บิดาของเด็กแดง 
 


เห้งเจียก็ท้าอยู่หน้าถ้ำให้ออกมาสู้กัน เด็กแดงโกรธมาก เข็นเกวียนที่บรรจุทั้ง ดิน น้ำ ไฟ เหล็ก และไม้ (ธาตุทั้ง 5 五行 ) ออกมา แล้วก็เริ่มส่งกระแสเพลิงที่มีอานุภาพมากจนขนาดเผาผลาญสวรรค์ได้ เห้งเจียต้องไปขอฝนจากนาคราชแห่งทะเลตะวันออกเพื่อมาดับเพลิงสมาธิของเด็กแดง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะฝนของนาคราชสามารถดับได้แต่เพลิงทั่วไปเท่านั้น เพลิงสมาธิที่เด็กแดงปล่อยมาไม่สามารถดับได้ แถมเด็กแดงยังโกรธมากขึ้นไปอีก เกือบเผาเห้งเจียถึงแก่ความตาย ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังเผา เห้งเจียจึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพระกวนอิม โดยพระกวนอิม ได้เขียนอักษรลงที่ฝ่ามือของเห้งเจีย ว่า บี๊ (แปลว่าเคลิบเคลิ้มและให้เห้งเจียไปสู้กับเด็กแดงต่อ โดยให้ศิษย์เอก ฮุ้ยไฮ้ ไปยืมอาวุธวิเศษจากเจ้าทีกัง 38 อันมา

พระกวนอิมได้อาวุธมา ก็เนรมิตบัลลังก์บัวขึ้นมาจากอาวุธที่ยืมมา เด็กแดงเห็นก็เข้าไปนั่งแล้วทำท่าทางอย่างพระกวนอิม ทันใด บัลลังก์บัวก็เปลี่ยนรูปเป็นดาบเข้าทิ่มแทงเด็กแดง เด็กแดงพยายามดึงดาบเหล่านั้นออก ดาบก็แปรรูปเป็นง้าวโถมเข้าฟันเด็กแดง ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก เด็กแดงจึงร้องขอให้พระโพธิสัตว์ปล่อยตน โดยจะยอมเป็นสาวกเพื่อแลกกับการปล่อยตัว พระโพธิสัตว์จึงถอนง้าวออกจากเด็กแดงและรักษาให้ แต่เด็กแดงเมื่อหลุดออกมาได้ กลับพยายามโจมตีพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงโยนมงคลทองซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ซุนหงอคงสวม แต่ได้แยกเป็น ห่วงแล้วเข้ารัดรัดศีรษะของเด็กแดง แขนทั้งสอง และขาทั้งสอง และบีบรัดเข้าเรื่อย ๆ หลังจากที่โพธิสัตว์สังวัธยายมนตร์ชื่อ "โอมมณิปัทเมหูม" (โอมฺ มณิ ปทฺเม หูมฺสร้างทุกขเวทนาให้เด็กแดงเป็นอันมาก เด็กแดงจึงยอมแพ้


ภาพ ลูกศิษย์ พระกวนอิม ที่มีเด็กหัว 3 หย่อม คือ เด็กแดง

เด็กแดงพบว่า ตนไม่อาจถอนมงคลเหล่านี้จากร่างกายไปได้ เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องเยาะชอบใจ เด็กแดงได้ฟังก็ยิ่งโกรธพยายามจะเข้าทำร้ายเห้งเจียอีกรอบ พระโพธิสัตว์จึงสังวัธยายมนตร์นั้นอีก เป็นผลให้มือทั้งสองข้างของเด็กประกบเข้าด้วยกันในท่าประนมอยู่บนอก และไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย บัดนี้ เด็กแดงจึงไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายไปในกิริยาใดได้อีก นอกจาก ผงกศีรษะลงเป็นการวันทา โพธิสัตว์ให้ฉายาเด็กแดงเมื่อออกบวชแล้วว่า "สุทธนะ" (善財) หรือเสี้ยนไทท่งจื่อ

ภาพ พระกวนอิม ที่มีเด็กหัว 3 หย่อมติดตามไปด้วยเสมอ


ปริศนาธรรม เด็กแดง
เด็กแดง เปรียบเสมือน มิจฉาสังกัปปะ โดยมีผม หย่อม เปรียบเสมือน 1.กามสังกัปป์ 2.พยาบาทสังกัปป์ 3.วิหิงสาสังกัปป์์ (เบียดเบียนผู้อื่นแบบคึกคะนองไม่เกี่ยวข้องกับความโลภหรืออื่นใดโดยทั้ง หมายถึง การรับรู้อารมณ์มาล้วนๆ ไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ปล่อยให้เป็นไปตามความรู้สึกนึกคิดล้วนๆ ไม่มีเหตุผลใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย 
เมื่อเด็กแดง ออกจากถ้ำมายืนบนเกวียน นั้น
ยิ่งพยาบาท กลับยิ่งพยาบาท
ยิ่งโกรธ กลับยิ่งโกรธ
ยิ่งกาม กลับยิ่งกาม
ยิ่งคึกคะนอง กลับยิ่งคึกคะนอง

นั่นคือ เป็น มิจฉาสังกัปปะ เต็มที่ 

ทางแก้ของ มิจฉาสังปปะ ในระยะสั้น  การใช้ความเพลินดับชั่วคราว เช่น โกรธใครก็ออกไปดูหนัง ให้เพลินๆ จิตใจผ่องใส ค่อยๆคิด เหมือนกับที่พระกวนอิม เขียนหนังสือว่า เพลิน ให้กับเห้งเจีย

โดยวิธีแก้ ของ มิจฉาสังกัปปะ คือ โยนิโสมนสิการ การทำใจให้คิดให้ละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบสม่ำเสมอ  และการแก้ปัญหานี้ถาวร คือ
 การแวดล้อมและปฎิบัติตาม มงคล 38 ประการ เปรียบเสมือนอาวุธที่ กวนอิม ได้ยืมมาสร้างบังลังค์บัวให้เด็กแดงไปนั่งอยู่ภายใน

มงคล 38 ประการ เช่น การคบหาบัณฑิต การไม่คบคนพาล 
เคารพคนที่ควรเคารพ  การเป็นพหูสูตร รอบรู้ มีวินัย ดูแลบิดามารดา บุตร และภรรยา(หรือสามี) ไม่ประมาทในธรรม ไม่ดื่มสุรา ถ่อมตน เป็นต้น เหล่านี้ช่วยให้มีสติสัมปชัญญะ ได้ 

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ราชสีห์ขนสีฟ้า (獅猁怪 หรือ 青毛獅子) แท้จริงเป็นสิงโตพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์บุ่งซู้ (พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา) เขาขับไล่พระราชาแห่งเมือง โอเกยก๊ก (烏雞國)) แล้วแอบอ้างปลอมตัวเป็น พระราชาอยู่นาน 3 ปี วิญญาณของพระราชาก็ปรากฎในฝันของพระถัง และขอให้พระถังช่วยเหลือ เห้งเจียกับโป๊ยก่ายเลยช่วยดึงศพขึ้นมาจากบ่อนำ้ และใช้ยาวิเศษของ พรหมไท้เสียงเหล่งกง เพื่อนำชีวิตของพระราชากลับคืนมา และเปิดเผยความจริง แต่ปีศาจกลับแปลงกลายเป็นพระถัง ทำให้มีพระถัง 2 คน เห้งเจียออกอุบายว่า ใครเป็นตัวจริงจะต้องร่ายมนตร์บีบศีรษะของเห้งเจียได้ เมื่อตัวปลอมทำไม่ได้ เห้งเจียก็เงื้อกระบองจะฟาด แต่พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ก็ปรากฎตัวขึ้น แล้วเล่าว่า แท้จริงแล้วเป็นสิงโตพาหนะของพระองค์เอง ที่พระองค์ส่งมาเพื่อลงโทษ พระราชา ครั้งนี้จึงขอให้แล้วต่อกันไป แล้วคณะก็เดินทางต่อไป

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
พระถังและสานุศิษย์เดินมาถึงอารามขนาดใหญ่ พระถึงจึงขอเข้าไปค้าง 1 คืน ได้ขอพักค้างที่พระอารามหลวงชื่อ โป๊ลิ้มยี่ เจ้าอาวาสเป็นคนถือตน และไม่ยินดีต้อนรับพระพเนจร เพราะเคยมีพระสงฆ์มาขอพักอาศัยแต่พวกเขาอยู่นานถึง 7-8 ปี และก่อเรื่องร้ายๆ ไว้ 

เจ้าอาวาสจึงกล่าวว่า “อารามเล็กๆ ของเรา ไม่อาจต้อนรับท่านเป็นอย่างดีได้ รบกวนพวกคุณไปหาที่ีอื่นอาศัยค้างคืนเถอะ” เห้งเจียได้ยินก็ข่มขู่กลับทันที “ถ้าพวกท่านไม่สะดวก พวกท่านต่างหากที่ต้องไปหาอื่นอาศัยหลับนอน” เมื่อพูดจบ เจ้าอาวาสจึงยินยอมให้พักอาศัย

ตกดึก วิญญาณของกษัตริย์เมืองใกล้ๆ ก็มาเข้าฝัน พระถัง และเล่าเรื่องให้ฟังถึง เหตุการณ์เมืองโอเกยก๊ก เมื่อ 5 ปีก่อน ฝนฟ้าแล้งจัด จนประชาชนระส่ำระสาย นักพรตช่วนจินเต้าหยิน ได้ทำพิธีเรียกฝนให้ตกลงมาห่าใหญ่ จึงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโอเกยก๊ก ครั้นได้โอกาส ช่วนจินเต้าหยิน ก็ลอบปลงพระชนม์พระราชาเสีย โดยผลักลงบ่อแปดเหลี่ยม เอาแท่นหินปิดไว้ แล้วช่วนจินก็แปลงกายสวมรอยเป็นกษัตริย์แทน โดยที่ไม่มีใครรู้ ไทจื้อรัชทายาทก็ไม่ได้เข้าเฝ้าเป็นเวลา 3 ปีแล้ว จึงมาฝากพระถังให้ช่วยไปบอก ลูกชายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมอบตราประทับหยกขาวประจำพระองค์ให้เป็นหลักฐาน ยืนยันเรื่องนี้กับ รัชทายาท

ตื่นเช้ามา พระถังจึงเล่าเรื่องให้เห้งเจียฟัง เห้งเจีย จึงไปเข้าพบ ไทจื้อรัชทายาท เพื่อเล่าความจริงให้ฟังว่าพระราชาองค์ปัจจุบันเป็นพระราชาปลอม ไทจื้อรัชทายาทไม่เชื่อ เพราะปกครองบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดี เห้งเจียจึงแสดงตราประทับหยกขาวให้ดู และท้าให้ ไทจื้อไปสอบถาม ฮองเฮา พระมารดาว่ารสสัมผัสของพระราชาเปลี่ยนแปลงไปจาก 3 ปีที่แล้วหรือไม่ 

ฝ่ายไทจื้อรัชทายาท จึงไปกราบทูลถามพระมารดาถึงความนัยนั้น ฮองเฮาก็เล่าความจริงว่าพระราชาเปลี่ยนไป 3 ปีแล้ว เขาเคยเป็นคนอ่อนโยน หลงไหล แต่ปัจจุบัน เขากลับบอกว่า อายุเยอะแล้ว และขอให้เลิกเซ้าซี้เสมอ ไทจื้อรัชทายาท จึงเชื่อว่าเป็นช่วนจินปลอมตัวมาจริงๆ ก็นำความนั้นมาบอก เห้งเจีย

ฝ่ายซากพระศพของพระราชานั้น ได้จมลงถึงบาดาล พญาฮั้ยเล่งอ๋อง ได้เก็บรักษาไว้มิให้เน่าเปื่อย เห้งเจียกับโป้ยก่ายก็ชวนกันไปที่บ่อแปดเหลี่ยม ด้วยฤทธิ์ตะบองของเห้งเจีย โป้ยก่ายก็ลงไปในบ่อน้ำ ดำลงไปถึงบาดาล จนพบพญาฮั้ยเล่งอ๋องสหายเก่า แล้วแบกซากศพของพระเจ้าโอเกยก๊กขึ้นมา เห้งเจียเหาะนำหน้าศพมาที่อาราม แล้วตีลังกาขึ้นสู่พรหมโลกไปหา พรหมไท้เสียงเหล่ากุงขอยาชุบชีวิต เมื่อได้แล้วก็ลงมาชุบชีวิตพระราชาให้ฟื้นขึ้นมา แล้วถอดเครื่องทรงกษัตริย์ออกฝากไว้ในอาราม ให้นุ่งขาวห่มขาวแทน 

รุ่งเช้า ทั้งหมดก็เข้าไปในพระราชวัง เห้งเจียเข้าต่อสู้กับปีศาจ ปีศาจสู้ไม่ได้ และเห็นท่าไม่ดี ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นพระถังอีกองค์หนึ่ง เห้งเจียไม่สามารถแยกได้ จึงออกอุบายบอกให้พระถังร่ายคาถาบีบขมับ หากองค์ไหนร่ายคาถาแล้วเห้งเจียปวดหัว องค์นั้นคือองค์จริง เมื่อปีศาจรู้ตัวว่า จะโดนจับได้ ก็รีบกระโดดขึ้นไปบนฟ้า เมื่อห้งเจียเหาะตามไป กำลังจะเง้อกระบองตี ก็มีเสียงดังว่า “อย่าตีเขาเลย เห้งเจีย” เห้งเจียหันกลับมา เห็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์ จึงบอกว่า ปีศาจตนนี้ เป็น สิงโตขนฟ้า ใต้บังลังค์ข้าเอง ถูกส่งมาโดยคำสั่งของพระพุทธเจ้า เนื่องจาก กษัตริย์ ของ วูจิ เป็นคนดี มีโอกาสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงส่งข้ามาเพื่อมาโปรดกษัตริย์ และนำพาไปไซที โดยข้าแปลงกายมาเป็นพระภิกษุ ธรรมดา และขออาหารเจกับเขา และกษัตริย์ก็ไม่สามารถตอบคำถามของข้าได้ เขาจึงจับข้ามัดและไปทิ้งในบ่อน้ำ 3 วัน โชคดีพระอรหันต์ได้มาช่วยข้าไว้ และพาข้ากลับไซที ข้าจึงไปรายงานพระคถาคต ท่านจึงสั่งลงโทษกษัตริย์ ให้จมน้ำเป็นเวลา 3 ปีไถ่โทษ เมื่อ เห้งเจีย มาแก้ไขให้แล้ว ก็ถือว่าสิ้นเวรต่อกัน เมื่อท่านสามารถปราบสิงโตได้ นั่นหมายความว่า ท่านได้คาถาวิเศษติดตัวแล้ว



ปริศนาธรรม
ตอนนี้จะมี 2 ประเด็นคือ
1.
ตามสำนวนคนจีน คือ ย้ายเมืองนั้นยังง่ายกว่า เปลี่ยนธรรมชาติ (ของคน) นั่นคือ แม้ว่า ราชสีห์ขนฟ้า จะแปลงกายเป็นพระราชา แต่นิสัย (สันดาน) ต่างๆ ก็ยากที่จะเปลี่ยนได้ นั่นคือ นิสัยของคนเรานั้น เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเปลี่ยนแปลงเมืองอีก ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการเปลี่ยนนิสัยต่างๆ ของคนเรา

2.
โดยตอนนี้ ถือเป็นตอนต่อจากเรื่อง นิวรณ์ 6 นั่นคือ เรื่องของ อวิชชา นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า แปลงมาเป็นนักพรตลัทธิเต๋า (ลัทธิเต๋านั้นมีความพยายามจะกลืนเข้ากับศาสนาพุทธ โดยจะอธิบายเรื่องนี้ในตอนถัดๆ ไป) นักพรตตนนี้พยายามทำพิธีเพื่อแสดง อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ ในการเรียกลมเรียกฝน

(
ราชสีห์ขนสีฟ้านั้นเป็นพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ที่ถือว่า เด่นด้านปัญญา โดยเฉพาะ เคยโพธิสัตว์มัญชุศรีนี้เคยเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆ นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ยังเคยกล่าวว่า ท่านตรัสรู้ได้ก็ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีด้วย นั่นคือ ถือว่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่เด่นด้านปัญญาอย่างมาก )

นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า ต่อมาแปลงเป็นพระถังซำจั๋ง (ชื่อ ซำจั๋ง นั่้นแปลว่า พระธรรม ไตรปิฎก) ความหมายคือ อะไรคือ พระธรรมแท้? อะไรคือพระธรรมเทียม? มันเป็นเรื่องยากที่จะแยกกันออก นั่นคือ ลัทธิเต๋า พยายามที่จะกลมกลืนกับศาสนาพุทธจนคนทั่วไปแยกไม่ออก แม้แต่เห้งเจีย (ปัญญา) ก็ยังไม่สามารถแยกออกได้ เช่นเรื่อง พิธีกรรม หยินหยาง โหวเฮ้ง ฮวงจุ้ย หรือแม้แต่เทพต่างๆ ในลัทธิเต๋า ต้องให้ตัวพระธรรม(พระถังซำจั๋ง) เป็นคนแยกเอง

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่จะมีฤาษี นักพรต ในศาสนาพราหณ์ ที่พยายามกลมกลืนกันศาสนาพุทธ เช่นพิธีกรรมต่างๆ เช่นพิธีลอยกระทง พิธีแช่งน้ำ พระราชจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีโล้ชิงช้า หรือ เรื่องเทพต่างๆ เช่น พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม ซึ่งคนไทยหลายคนยังแยกไม่ออกว่า พุทธหรือพราหมณ์ เช่นกัน

อีกประเด็นที่ชาวจีนมักจะถกเถียงกันในตอนนี้ก็คือ ทำไมผู้แต่งถึงให้ พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ถูกจับถึง 3 วัน ก่อนที่จะหลุดออกมาได้ ทั้งๆที่ เป็นคนธรรมดา เชือกธรรมดาเท่านั้น ซึ่งคนจีนหลายคนมองว่า เป็นจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้ (มีหลายจุดที่จับผิดกันมา)

ในขณะที่หนังสือของ อาจารย์เขมานันทะ นั้นตีความว่า เป็นตอน อรติ นั่นคือ หลังจากนิวรณ์ 5 แล้ว ก็มีอรติ

อรติ คืออะไร
อรติ แปลว่า ความไม่ยินดี, ความไม่พอใจ โดยไปในทางลบ นั่นคือ แม้จะไม่ยินดี แต่ก็ไม่พอใจ อรติจะแตกต่างจาก อุเบกขา คือ การวางเฉย แบบเป็นกลาง

โดยมองว่า หลังจาก การละนิวรณ์ 5 แล้ว ชีวิตดูเหมือนจะเป็นอุเบกขา แต่ความจริงมันอาจเป็น อรติ ก็ได้ เพราะใกล้เคียงกัน โดยมองว่า พระราชาที่เปลี่ยนไป นั่นคือ อุเบกขาที่กลายไปเป็น อรติ ที่แม้จะคล้ายกันแต่พระมเหสีก็แยกออก

นอกจากนี้ การที่ราชสีห์ขนสีฟ้า(อรติ) แปลงเป็นพระถัง (ขันติ) นั่นก็ยากที่แยกกันออก คือ ความไม่ยินดี กับขันติ นั้น ดูภายนอกจะเหมือนกัน เมื่อเจอกับพระธรรม ขันตินั้นชอบ แต่ อรติ นั้นย่อมอยู่ไมไ่ด้

โดยสรุป คือ ละนิวรณ์ 5 ได้ จะต้องใช้ศรัทธาอย่างมาก ทำให้เหมือนซากศพ การจะฟื้นจากซากศพได้ ต้องอาศัยความสุขที่ปราณีต (ยาวิเศษ) เพื่อสร้างจิตที่เข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และปีศาจเขาทอง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และ ปีศาจเขาทอง
ราชาปีศาจเขาทอง (金角大王) และราชาปีศาจเขาเงิน (銀角大王) ทั้งคู่อาศัยอยู่ในถ้ำเน่ยฮวยต๋อง (แปลว่าดอกบัว) บนภูเขาเพ่งเต็งซัว (平頂山 แปลว่าภูเขาหัวตัด) พวกเขาจับพระถังและคณะได้ ด้วยการหลอกเห้งเจีย และตรึงเห้งเจียไว้กับเขาสามลูก แต่เทพารักษ์มาช่วยให้เห้งเจียสามารถหนีออกมาได้ เห้งเจียต้องใช้ปัญญาในการหลอกล่อเพื่อขโมยอาวุธและของวิเศษของปีศาจมาจนหมด 5 อย่าง คือ น้ำเต้าม่วงทอง (紫金紅葫蘆) แจกันหยก (羊脂玉淨瓶) เชือกทอง (幌金繩) กระบี่เจ็ดดาว (七星劍) พัดใบปาล์ม (芭蕉扇) โดยพวกปีศาจมีแม่ เป็น จิ้งจอก 9 หาง และ มีน้าชาย น้าอิดไต้อ๋อง (狐阿七) เป็นจิ้งจอก

เมื่อพวกเขาปราบปีศาจได้ ก็จะออกเดินทางต่อ พรหมเสียงเล่าท้ายกุน ก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่า เด็ก 2 คนนี้คือ ลูกน้องเขาเอง ที่ให้คอยดูแลเตาเผา จะขอนำเด็กทั้งสองคนกลับไปสวรรค์ และขอของวิเศษคืนด้วย (จากตอนที่แล้ว ที่ ไท้เสียงเหล่ากุง นั้น บอกว่าขาดคนคุมเตาไฟ จึงให้ปีศาจเสื้อเหลืองไปเฝ้านั่่นเอง)


  (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะที่มีเห้งเจียกลับมาร่วมทางเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่ง พระถังนั้นเปรยครั้งแรกว่า “หุบเขาสูงใหญ่ อาจมีเสือหรือปีศาจออกมา” เห้งเจียจึงตอบว่า “ท่านไม่ควรกลัวอีกต่อไป หากท่านกลัว โปรดท่องคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าเพื่อปราบความกลัวในจิตใจเถอะ” แล้วก็เข้ากลอนว่า “ล้างฝุ่นออกจากใจ ขจัดสิ่งโสมมออกจากหู หากปราศจากความทุกข์ได้ ท่านก็นิพพานได้” พระถังยังคงเปรยออกมาอีกว่า “ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง ข้ามน้ำข้ามเขามามากมาย เมื่อไหร่ ข้าจะพบความสุเขเสียที” เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบกลับว่า “เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้น วันทั้งหลายของท่านจะว่างเปล่า แล้วท่านจะได้พบความสุขสงบเพียงลำพัง” เมื่อพระถังได้ฟังก็ปล่อยจิตอุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อความเบื่อหน่าย ละซึ่งความเศร้าหมองในจิตใจ

ต่อมาคณะก็พบชายตัดฟืน ซึ่งได้บอกกับคณะว่า ข้างหน้ามีปีศาจอาศัยอยู่ พูดเสร็จก็หายตัวไป เห้งเจียจึงเหาะไปเห็นว่า เป็นเทพเจ้าเซากง แปลงกายมาบอกทางข้างหน้า เห้งเจียจึงถามว่า แปลงกายมาทั้งที ทำไมท่านไม่บอกว่า ปีศาจตนนั้นจะทำประการใด เซากงจึงตอบกลับว่า ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาด แต่ขาดเฉลียว ข้ากลัวว่า คราวนี้ ท่านจะเสียท่าแก่ปีศาจเป็นแน่แท้ ว่าแล้วก็จากไป 

คณะจึงส่งโป๊ยก่ายไปสืบข่าวครั้งแรกนั้น โป๊ยก่ายแอบหนีไปนอนเหมือนเดิม แต่เห้งเจียจับได้ จึงส่งไปอีกรอบก็พบว่าเป็นเขตแดนของปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง โดยทั้งคู่กำลังคุยกันว่า คณะของพระถังกำลังเดินผ่านทางนี้ ปีศาจเขาเงินเลยออกไปดูลาดเลา ก็พบกับโป๊ยก่าย ทั้งคู่ก็เข้าสู้กัน แต่ไม่สามารถรู้แพ้รู้ชนะ เขาเงินจึงเรียกลูกน้องมารุม ทำให้จับโป๊ยก่ายได้ แล้วพวกปีศาจก็ออกไล่ล่าพระถังต่อ เมื่อปีศาจเจอพระถัง ปีศาจเขาเงินก็แปลงกายเป็นนักพรตแกล้งบาดเจ็บเพื่อรอคณะของพระถัง


เมื่อคณะเดินทางมาพบนักพรตบาดเจ็บ นักพรตก็ขอขี่หลังเห้งเจีย เห้งเจียแม้จะรู้ว่าเป็นปีศาจแต่ก็กลัวจะเกิดเรื่องอีก เลยยอมให้นักพรตขี่หลัง ครั้งแรกปีศาจเรียกภูเขาีซานมาทับเห้งเจีย เห้งเจียเอาขาซ้ายรับ ต่อมาปีศาจเรียกภูเขาเออเหมย มาทับ เห้งเจียเอาขาขวารับ ครั้งนี้ ปีศาจเลยเสกภูเขาไทซานมาทับอีก คราวนี้เห้งเจียรับไม่ไหว จึงโดนภูเขา 3 ลูกทับตรงนั้น
 


ปีศาจเขาเงินก็ย้อนกลับมาจับคณะทั้งหมดไปโดยขยายมือให้ใหญ่แล้วจับทั้งหมด แล้วปีศาจเขาเงินก็กลับมาวางแผนกับปีศาจเขาทองว่า จะทำอย่างไรกับเห้งเจีย หารือกันสรุปว่า จะใช้ของวิเศษ คือ น้ำเต้าทอง และแจกันหยก (น้ำเต้านี้ เมื่อคว่ำน้ำเต้าลงแล้วขานชื่อใคร หากคนนั้นขานรับจะถูกดูดเข้าไป ผ่านไปครึ่งชั่วโมงร่างกายจะละลายเป็นน้ำหนอง) ปีศาจให้ลูกน้อง คือ เจงเส่ย และเล่งหลี ไปจับเห้งเจีย แต่ฝั่งเห้งเจีย กำลังเศร้าที่มาถูกปีศาจ “ขวางกั้น” การเดินทาง โดยได้เรียกเจ้าป่าเจ้าเขามาช่วยเหลือ และหลุดออกมาได้ ระหว่างเหาะกลับมา ก็เจอกับลูกน้องปีศาจ 2 ตนที่ถือน้ำเต้า กับแจกันหยก มา เห้งเจียเลยแปลงกายเป็นนักพรต ลงมาถามไถ่ ลูกน้องปีศาจทั้งสอง บอกว่า ข้ามีของวิเศษคือ น้ำเต้าทอง กับแจกันหยก กำลังจะไปจับเห้งเจีย นักพรตเลยบอกว่า ข้าก็มีน้ำเต้าทองแถมใหญ่กว่าด้วย พูดเสร็จก็เสกน้ำเต้าขึ้นมา แถมคุยด้วยว่า น้ำเต้าของข้าดูดได้แม้แต่ฟ้า เมื่อเห้งเจียเปิดจุกน้ำเต้าก็เสกให้ฟ้ามืดทันที เมื่อลูกน้องปีศาจเห็นดังนั้นเลยขอแลกของวิเศษ 2 ต่อ 1 ทันที เมื่อนักพรตจากไป ปีศาจทั้งสองก็ลองใช้น้ำเต้าลูกใหม่ แต่ปรากฎว่า “ถูกหลอก” ทั้งสองรีบกลับมาหา ปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง
 


ปีศาจเขาเงินและเขาทอง ทั้งคู่ด่าเห้งเจียว่า เจ้าลิงจ๋อ มันร้ายนัก หลอกเอาของวิเศษไปได้ 2 อย่าง ดังนั้น เรารีบกินเนื้อพระถังกันก่อนดีกว่า แต่ก่อนอื่น เขาสั่งให้ลูกน้องไปเชิญมารดาเฒ่ามากินด้วยกัน แล้วให้ลูกน้องไปขอยืม เชือกทองวิเศษ ที่ฝากไว้กับมารดาเฒ่ามาด้วย เมื่อลูกน้องปีศาจเดินไปเรียกคุณแม่ แต่ระหว่างทางกลับเจอ เห้งเจีย เห้งเจียจึงจับทุบ แล้วปลอมเป็นปีศาจตัวหนึ่ง เพื่อไปหามารดาของปีศาจ ระหว่างเดินทางกลับ เห้งเจีย ก็ฟาดมารดาของปีศาจ แล้วมารดาองปีศาจก็กลายร่างกลับเป็นจิ้งจอกเก้าหาง เห้งเจียก็หยิบเชือกวิเศษ และปลอมตัวเพื่อเดินทางไปหาปีศาจทั้งสอง


เมื่อมาถึงถ้ำของปีศาจ โป๊ยก่ายที่โดนจับแขวนบนเพดาน ก็หัวเราะแล้วกระซิบบอกซัวเจ๋งว่า ศิษย์พี่มาช่วยแล้ว แต่ลูกน้องปีศาจเข้ามารายงานท่านอ๋องก่อนว่า เห้งเจียได้ตีมารดาท่านตายแล้วแปลงกายมาแทน ปีศาจจึงถือกระบี่เจ็ดดาว เข้าสู้กับ เห้งเจีย เห้งเจียเห็นว่าใช้เชือกวิเศษมัดปีศาจดีกว่า จึงหยิบเชือกโยนไปที่ปีศาจ แต่ปีศาจท่องคาถาให้กลับมามัดเห้งเจียเสียเอง เมื่อเห้งเจียถูกมัดติดกับเสาแถมโดนริบน้ำเต้าทองกับแจกันหยกคืนไป เห้งเจีย จึงต้องถอดร่างออกมาแปลงเป็นลูกน้องปีศาจ ไปบอกกับปีศาจว่า เชือกวิเศษกำลังจะหลุดให้ท่านเปลี่ยนเชือกมัดดีกว่า เมื่อได้รับเชือกมาก็ไปสับเปลี่ยน แล้วยึดเอาเชือกวิเศษมาได้ ก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองทันที แต่กลับบอกว่า ตัวข้าคือ น้องชายของเห้งเจีย

ปีศาจตกใจก็รีบหยิบน้ำเต้าออกมาหน้าถ้ำ แล้วกล่าวว่า ข้าจะไม่สู้รบด้วย แต่เจ้ากล้าขานรับชื่อหรือไม่ น้องชายเห้งเจีย จึงกล่าวว่า “มีเหรอข้าจะกลัว ข้าจะขานรับนับพันครั้งเลย” ปีศาจจึงคว่ำน้ำเต้าลงแล้วเรียกว่า น้องชายเจียซึง เห้งเจียเห็นว่าไม่ได้เรียกชื่อตัว จึงขานรับไป ทันใดนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 
ปีศาจเขาเงิน ก็มาบอกกับปีศาจเขาทองว่า ข้าจับเห้งเจียไว้ในน้ำเต้าได้แล้ว ปีศาจเขาทองก็บอกว่า รออีกสักครึ่งชั่วโมง ถ้าเขย่าแล้วไม่มีเสียง แสดงว่า เห้งเจียตายแล้ว ค่อยเปิดน้ำเต้าออกมาตรวจดู แต่เห้งเจีย แอบได้ยินก็โวยวายว่า ถูกละลายเหลืออยู่ครึ่งตัวเอง เมื่อปีศาจได้ยิน ก็ลองเปิดดู เห้งเจีย ก็เสกขนให้เป็นตัวเองครึ่งตัวลอยในน้ำเต้าแล้วแปลงเป็นยุงรอบินออกมา เมื่อปีศาจเปิดออกมาดู ก็เห็นเห้งเจียเหลืออยู่ครึ่งตัว ก็รีบปิดแล้วบอกว่า ต้องรออีกสักหน่อย แต่เห้งเจียได้บินออกมาแล้ว และก็แปลงกายเป็นลูกน้องปีศาจคอยมอมเหล้าปีศาจทั้งสอง เมื่อสบโอกาสก็หยิบน้ำเต้าทองไป แล้วเสกของปลอมไปใส่แทนที่

เมื่อได้ของวิเศษมาก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองอีกครั้งแล้วก็บอกว่า ตัวเป็นน้องชายเห้งเจียอีกคน ปีศาจก็หยิบน้ำเต้าออกมาอีกครั้ง แล้วท้าเช่นเดิมว่า ถ้าเรียกชื่อจะต้องขานรับกัน ปีศาจก็รับคำท้า เมื่อปีศาจเรียก เห้งเจียก็ขานรับ แต่ไม่ถูกดูดเข้าไป แต่เมื่อเห้งเจียเรียกชื่อ ปีศาจกลับขานรับถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 

ปีศาจเขาทอง ได้ยินเรื่องก็ออกจากถ้ำจะล้างแค้นทันที โดยบอกว่า ไอ้ลิงวอก บังอาจฆ่าแม่ และน้องชาย ว่าแล้วก็หยิบของวิเศษอีก 2 ชิ้นคือ กระบี่เจ็ดดาว กับ พัดใบปาล์ม(พัดแล้วไฟลุก) เอาไปพัดใส่เห้งเจียทำให้ไฟลุก เห้งเจียเห็นว่าสู้ไม่ได้ รีบเสกกายปลอมให้โดนไฟเผา ส่วนตัวเองแอบหนีเข้าไปในถ้ำ ฆ่าลูกน้องปีศาจตายทั้งหมด ตาก็เหลือบไปเห็นแจกันวิเศษจึงรีบหยิบฉวย 


ปีศาจเขาทอง นั้นเห็นว่า ที่เผานั้นเป็นเห้งเจียปลอม ก็กลับเข้ามาในถ้ำ ปีศาจเขาทองก็ยิ่งเศร้าใจเมื่อเห็น ลูกน้องตายหมด ก็ร้องไห้จนสลบไป ทำให้เห้งเจีย สบโอกาสหยิบพัดไฟมาเป็นของตัวอีกอย่าง ปีศาจตื่นขึ้นมาก็สู้กับเห้งเจียอีก แต่คราวนี้ปีศาจสู้ไม่ได้ จึงหนีไปหาน้าชาย เห้งเจียสบโอกาสรีบเข้าไปในถ้ำ แล้วแก้เชือกที่มัดคณะเดินทางทั้งหมด

ตอนนี้น้าชายของปีศาจ คือ อาชิดไต่อ๋อง มาพร้อมกับ ปีศาจเขาทอง และบริวารปีศาจ มายืนหน้าถ้ำท้าสู้กับ เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ก็เข้าสู้ตะลุมบอนกัน แต่อาชิดไต่อ๋องพลาดท่า โดนโป๊ยกายฆ่าตายด้วยคราด ปีศาจเขาทอง เห็นท่าไม่ดีรีบหนี เห้งเจียจึงคว่ำน้ำเต้าแล้วเรียกชื่อ “ปีศาจเขาทอง” จังหวะกำลังหนี ปีศาจเขาทองจึงนึกว่าลูกน้องเรียก จึงขานรับ โดนจับได้ เห้งเจียจึงรีบไปเชิญอาจารย์เพื่อออกเดินทางต่อไป

คณะกำลังจะออกเดินทางต่อ พรหมไท้เสียงเหล่ากุง ก็มาเรียกคณะเดินทางให้หยุดก่อน แล้วบอกเห้งเจียว่า ให้คืนของวิเศษก่อน เพราะน้ำเต้าใช้ใส่ยา ขวดไว้ใส่น้ำ เชือกไว้คาดเอว กระบี่ใช้ปราบมาร พัดใช้พัดเตาไฟ ส่วนปีศาจเขาเงินนั้นคือ คนเฝ้าเตาเงิน และปีศาจเขาทอง คือคนเฝ้าเตาทอง แต่ทั้งคู่หนีลงมายังโลก เห้งเจียตอบกลับว่า ท่านนี่แย่จริงๆ ปล่อยให้ลูกน้องมาอาละวาดในโลกมนุษย์ ไท้เสียงเหล่ากง ก็บอกว่า อย่าว่าข้าเลย พระกวนอิม ขอยืมของวิเศษและลูกน้องข้าให้มาทดสอบพวกท่านเอง พวกมันไม่ได้หนีออกมา เพราะท่านเชื่อว่า หากพวกท่านไม่สามารถผ่านมารเหล่านี้ได้ ท่านก็ไม่สามารถเดินทางไปไซทีได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็ยิ้มใบหน้าผ่องใส แล้วคืนของวิเศษทั้งหมดให้ แล้วทั้งหมดก็มุ่งมั่นเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนนี้ ผู้แต่งเน้นไปที่ นิวรณ์ 6 (ในนิวรณโคจฉกะ) แต่บางคนจะเรียก นิวรณ์ 5 (เครื่องปิดกั้นในการปฎิบัติธรรม) โดยครั้งแรกนั้น พระถัง จิตใจวุ่นวายกลัวปีศาจ (อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย) เห้งเจียจึงให้อาจารย์ภาวนา คาถาของพระอาจารย์โอเซ้า ต่อมา พระถังก็เปรยอีกว่า “เดินทางมาตั้งนาน เมื่อไร่จะพบสุข” (วิจิกิจฉา ไม่แน่ใจ) เห้งเจียจึงบอกว่า ให้มุ่งมั่นต่อไป เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้นจึงจะพบสุข ต่อมาโป๊ยก่าย แอบไปหลับ (มิทธะ ง่วงเหงา หาวนอน) เห้งเจียเลยต้องดุ และบังคับให้ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

ปีศาจเขาเงินและเขาทองนั้น อาศัยอยู่ในถ้ำดอกบัว (คือ สัทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งบางคนแปลว่า พระสูตรดอกบัวขาว ถือเป็นพระสูตรสำคัญของนิกายมหายาน โดยเนื้อหาในพระสูตรก็ประมาณว่า ใครก็สามารถสำเร็จนิพพานได้ ไม่ว่าจะเป็นสตรี หรือบุรุษ ขอทานหรือเศรษฐี) โดยปีศาจในตอนนี้จะเป็นปีศาจที่มีของวิเศษมากที่สุดในนิยายเรื่องไซอิ๋วเลยทีเดียว

ราชาปีศาจเขาเงิน แทน ความประมาท และกุกกุจจะ (ทำในสิ่งไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ) เพราะเขาเป็นปีศาจคนเดียวในนิยายที่สามารถจับเห้งเจียได้ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ทำให้เด็ดขาด (ครั้งแรก ให้ภูเขาทับเห้งเจีย ครั้งที่ 2 จับด้วยเชือกวิเศษ ครั้งที่ 3 จับด้วยน้ำเต้าทอง)

ราชาปีศาจเขาทอง แทน ความพยาบาท และ
(ถีนะ) ความเหงา เศร้า เขาอาฆาตที่เห้งเจียไปฆ่าแม่ น้อง รวมถึงลูกน้องทั้งหมด ทำให้เขาเศร้าหมอง เหงา ต่อมาเขาก็ประมาทอีกด้วย ที่เห้งเจียเรียกชื่อเขา แต่เขาไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

ปีศาจสุนัขจิ้งจอกเก้าหาง แทน
(อุทธัจจะ) ความสับสนวุ่นวาย (คนจีนว่ามาจาก หาง 9 หาง คือความ สับสน วุ่นวายเหมือน 9 หาง) แต่หากยึดตามตำนานจิ้งจอก 9 หาง จะเป็น (กามฉันทะ) เพราะนางคือ ปีศาจที่เจ้าแม่หนี่หว่า ส่งลงมาสิงพระมเหสีทำให้ราชาหลงใหลจนกลายเป็นทรราช

นิวรณ์ 6 คืออะไร
นิวรณ์ แปลว่า เครื่องขวางกั้น (ตอนที่ เห้งเจียถูกภูเขาทับ แต่เขาตะโกนออกมาว่า เจ็บใจที่ถูกปีศาจขวางกั้นการเดินทาง) ในทางธรรมหมายถึง เป็นเครื่องกั้นในการทำความดี และปฎิบัติธรรมให้บรรลุธรรม หรือทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ (นั่นคือ พระกวนอิม ยืมของวิเศษ และลูกศิษย์ ของพรหมเสียงเหล่ากุง มาทดสอบ และยืนยันว่า หากฝ่าด่านนี้ไม่ได้ จะไม่มีทางไปถึงไซที)
**
อย่างไรก็ดี โดยทั่วไป เราจะได้ยินแค่ นิวรณ์ 5 แต่ในพระไตรปิฎกนั้น ยืนยันว่า เป็น นิวรณ์ 6 คือมี อวิชชาด้วย **

นิวรณ์ 6 ประกอบไปด้วย
1.
กามฉันทนิวรณ์ คือ ความพอใจ ความหลงติด ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ตัณหา สิเนหา ความหมกหมุ่น
2. พยาปาทนิวรณ์ คือ อาฆาต ต่อผู้กระทำความเสียหาย(เสื่อมเสีย) แก่เรา ก่อให้เกิด จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความแค้น โกรธ โทสะ
3. ถีนมิทธนิวรณ์ คือ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ ประกอบด้วย ถีนะ และ มิทธะ
3.1 ถีนะ ความไม่สมประกอบแห่งจิต เช่น หดหู่ ซึมเศร้า
3.2 มิทธะ ความไม่สมประกอบแห่งกาย เช่น ง่วงเหงา หาวนอน
4. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ประกอบด้วย
4.1 อุทธัจจะ ความไม่สงบแห่งจิต เช่น ความฟุ้งซ่าน ความวุ่นวาย
4.2 กุกกุจจะ ความสำคัญว่า ควรในสิ่งที่ไม่ควร หรือ ไม่ควรในสิ่งที่ควร เช่น ความรำคาญ ความเดือดร้อน
5. วิจิกิจฉานิวรณ์ ความเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรม พระสงฆ์ พระศาสดา ความเห็นที่คิดเห็นไปต่างๆ ทำให้ความคิดส่ายไปมา
6. อวิชชานิวรณ์ ความไม่รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ โดยมีปัญญาทราม ความโง่เขลา

ทางแก้ คือ ต้องใช้ศีลและสมาธิ ดังนี้
1.
กามฉันทะ ใช้ภาวนา กายคตาสติ เพื่อทำลายความอยาก เสริมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
2.
พยาบาท ใช้ภาวนา พรหมวิหาร 4 เพื่อเพิ่มความเมตตา กรุณา เสริมด้วยศีล การไม่ฆ่าสัตว์
3.
ถินมิทธะ ใช้ภาวนาอนุสสติ 7 เพื่อเสริมสร้างความเพียร เสริมด้วยศีล การไม่เสพสิ่งเสพติด
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ใช้ภาวะนากสิน 6 เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ เสริมด้วยศีล ไม่ยึดเอาถือเอา
5.
วิจิกิจฉา ใช้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน (พิจารณาธาตุ 4) หรือ อานาปานสติ เพื่อละความสงสัย เสริมด้วยศีล การไม่พูดเท็จ

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 16 ปีศาจเสื้อเหลือง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 16 ปีศาจเสื้อเหลือง
ปีศาจเสื้อเหลือง  (黃袍怪) อาศัยในถ้ำคลื่นจันทร์ (波月洞) ที่ภูเขาอั้วจื้อซัว(碗子山) ภายในอาณาจักรแห่ง เป่าเซี่ยงก๊ก  (寶象國 ทรัพย์สมบัติ) เดิมเขาเป็หนึ่งในดาวฤกษ์ทั้ง 28 ชื่อ ดาวกุยแซ (奎木狼) เขาไปตกหลุมรักนางฟ้าเง็กหนึง (玉女) ที่อยู่บนสวรรค์ ฝ่ายหญิงมาจุติบนโลก ชื่อ แป๊ะฮ่องเซียว (百花羞) เป็นเจ้าหญิงไป่แห่งเมืองเป่าเซี่ยง (Baoxiang ทรัพย์สมบัติ) เขาจึงหนีจากสวรรค์ลงมาบนโลก ทำให้เขากลายมาเป็นปีศาจเสื้อเหลือง หรืออึ้งเพ้าไต้ฮ่อง(黃袍怪) แล้วไปลักพาตัวเจ้าหญิงไป เพื่อข่มขืนแล้วอยู่กินกับเธอ และมีลูกด้วยกัน 2 คน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ตอนเริ่มเรื่อง เขาก็จับพระถังได้ เนื่องจาก โป๊ยก่ายแอบไปหลับและซัวเจ๋งไปตามโป๊ยก่าย ทำให้พระถังอยู่คนเดียวในป่า ศิษย์ทั้งคู่พยายามไปช่วยพระถัง แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถสู้กับปีศาจได้ จึงต้องกลับไปขอร้อง เห้งเจีย แม้ว่าเห้งเจียจะมาสู้เองก็ไม่สามารถปราบได้ ต้องไปขอร้องเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อเง็กเซียนรู้เรื่อง ก็ตรวจดูพบว่าดาวหายไป 1 ดวงเหลือเพียง 27 เท่านั้น จึงให้ดาวทั้ง 27 ภาวนาเรียกตัวขึ้นมาบนสวรรค์กลับมารับโทษเป็นผู้รักษาเตาหลอมของ ไท้เสียงเหล่ากุง (太上老君)

  (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)
เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะเดินทางมายังป่าแห่งหนึ่ง คณะยังไม่ได้กินอะไรเลย พระถังซำจั๋ง จึงให้โป๊ยก่ายไปบิณฑบาตร เมื่อโป๊ยก่าย ออกไปแต่กลับไปแอบหลับ พอพระถังซำจั๋ง เห็นว่าโป๊ยก่ายหายไปนาน จึงให้ซัวเจ๋งไปตามหา พระถังซำจั๋งเมื่ออยู่คนเดียว ก็เดินไปรอบๆ  สายตามองไปเห็นเจดีย์และอารามจึงเดินเข้าไปเพื่อหวังนมัสการ แต่เมื่อเข้าไปกลับไปเจอปีศาจยักษ์
ปีศาจจึงสั่งให้บริวารจับพระถังมัดแล้วเอากลับไปยังถ้ำคลื่นจันทร์ เมื่อซัวเจ๋งไปพบกับโป๊ยก่าย ก็ต่อว่าโป๊ยก่ายว่า ที่มาหลับนอนทำให้เสียงานเสียการ ระหว่างนั้น ศิษย์ทั้งสองก็กลับมาไม่เห็นพระอาจารย์จึงออกตามหา  เมื่อมาถึงเจดีย์ก็เข้าไป ก็พบกับปีศาจ “อึ่งเพ้าไต้อ๋อง” หรือ ปีศาจเสื้อเหลือง  (黃袍怪) ปีศาจก็บอกว่า ข้าทำบุญเลี้ยงอาหารทุกวัน หากทั้งคู่ไม่รังเกียจก็เชิญมาทานอาหารด้วยกัน แต่โป๊ยก่าย กับซัวเจ๋งไม่ฟังเสียง เข้ารุมสู้ทันที แต่ไม่รู้แพ้รู้ชนะกัน
กลับมาที่ภายในถ้ำ มีหญิงสาวคนหนึ่ง เดินเข้ามาพบพระถังถูกมัด จึงได้แก้เชือกให้ แล้วบอกกับพระถังว่า ตัวข้าไม่ใช่ปีศาจ แต่เดิมเป็นเจ้าหญิงอยู่เมืองเป่าเซี่ยงก๊ก  (寶象國 ทรัพย์สมบัติ) แต่ปีศาจได้จับตัวข้ามาข่มขืนเป็นภรรยาปีศาจ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คนชาย1 หญิง1 แต่ไม่เคยได้ส่งข่าวให้บิดาเลย และได้ถามว่าพระถังจะเดินทางไปไหน เมื่อทราบเรื่องว่าจะต้องผ่านเมืองของบิดา จึงได้เขียนจดหมายแล้วฝากพระถังไปแจ้งข่าวให้บิดาแล้ว ก๋งจู๊ (ชื่อแปลว่า น่ารักกว่าดอกไม้ ) ก็มาหน้าถ้ำเห็นกำลังสู้รบกันอยู่ ก็เรียกสามีมาบอกว่า ก่อนแต่งได้อธิฐานต่อหน้าพระว่า “ชาตินี้ขอให้ได้สามีที่แสนดี จะทำบุญใหญ่ถวาย ครั้งนี้ข้าได้ท่านอึ้งเพ้าเป็นสามีที่แสนดี เมื่อครู่ข้านอนฝันว่า มีพระท่านมาทวงคำอธิฐานในครั้งนั้น ตื่นมาข้าเห็นพระภิกษุท่านหนึ่งถูกมัด ข้าจึงมาขอให้ท่านสามีช่วยปล่อยพระภิกษุไปเพื่อแก้คำอธิฐานให้ข้า ท่านเห็นสมควรหรือไม่”

อึ้งเพ้าไต๋อ๋องนั้นเป็นคนรักเมียมาก ได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “ต้องสงสัยไปใยเล่า ตามแต่ภรรยาจะประสงค์เถอะ” แล้วปีศาจก็เรียก ซัวเจ๋งกับโป๊ยก่ายมาบอกว่า “ข้าไม่ได้แพ้พวกเจ้านะ แต่เมียข้าปล่อยอาจารย์เจ้าไปแล้วอยู่หลังถ้ำ พวกเจ้าไปรับอาจารย์ที่หลังถ้ำเถอะ"

เมื่อคณะรวมกันได้อีกครั้งก็เดินทางมาถึงเมือง เป่าเซียงก๊ก ที่มีความวิจิตรพิศดารมาก เมื่อมาถึงก็ยื่นหนังสือของพระเจ้าถังไท้จง เพื่อขอเฝ้าเจ้าเมืองทันที และได้ไต่ถามเรื่องลูกสาวของเจ้าเมืองที่ถูกปีศาจลักพาไป 13 ปีก่อน พร้อมกับยื่นจดหมายที่ลูกสาวฝากให้ท่านเจ้าเมือง ภายนอกจดหมายเขียนว่า “ความสุข” ภายในจดหมายเขียนว่า “ข้าถูกปีศาจจับไปเมื่อ 13 ปีก่อนในคืนวันเพ็ญ เดือน 8ทำให้ข้าไม่สามารถตอบแทนบุญคุณท่าน จึงขอให้ท่านส่งทหารมาปราบปีศาจ เพื่อช่วยเหลือข้าจากปีศาจ” เมื่อเจ้าเมืองอ่านจบก็น้ำตาไหล และประกาศขออาสาจากเหล่าขุนนาง เหล่าขุนนางตอบกลับว่า "พวกข้าแม้จะฝึกยุทธ์ และตำราพิชัยสงคราม มามากมาย ก็ไม่สามารถนำไปปราบปีศาจได้ จึงขอให้ท่านผู้วิเศษคือ พระถังผู้มีบุญญาธิการช่วยไปปราบแทนด้วยเถอะ" พระถังจึงบอกว่า ข้ามาถึงที่นี่ได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของศิษย์สองคน
เจ้าเมืองจึงรับสั่งให้ศิษย์ทั้งสองไปช่วยปราบปีศาจแล้วจะตอบแทนรางวัลให้ ซัวเจ๋ง และโป๊ยก่ายจึงรีบเหาะไปถ้ำของปีศาจ แล้วเข้าสู้รบกับปีศาจเสื้อเหลืองทันที แต่ว่า ทั้งสองสู้ไม่ได้  โป๊ยก่ายนั้นหนีออกมาก่อน ทำให้ซัวเจ๋งพลาดท่าโดนจับมัดตัวไว้ที่ถ้ำของปีศาจ

ปีศาจเสื้อเหลือง สงสัยว่า ทำไมทั้งสองจึงกลับมาสู้รบอีก เพราะปล่อยตัวพระถังไปแล้ว โดยสงสัยในตัวภรรยา จึงเดินไปถามว่า นางแพศยา ภรรยาจึงถามกลับว่า "โกรธเรื่องอะไร" ปีศาจจึงตอบว่า ตั้งแต่ข้านำตัวเจ้ามาที่นี่ เจ้าอยากได้อะไรข้าไปนำมาให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ทรัพย์สิน เงินทอง แม้แต่มงกุฎทองที่เจ้าสวม แต่ในใจเจ้าคิดถึงแต่พ่อแม่ ไม่คิดถึงข้าเลย วันนี้ เจ้าปล่อยพระถังไป ฝากจดหมายไปบอกพระราชารึเปล่า ภรรยาก็แกล้งเฉไฉ ปีศาจจึงบอกว่า ข้าจับพยานได้หนึ่งคนข้าจะไปถามไถ่ดู พูดจบก็จิกหัวนางลากไปต่อหน้าซัวเจ๋ง แล้วถามกับซัวเจ๋งว่า “ที่กลับมารนหาที่ตายอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ข้าปล่อยไปรอบหนึ่ง เพราะภรรยาข้าแอบส่งจดหมายให้เจ้าเมืองใช่หรือไม่”  ซัวเจ๋งนั้นเห็นนางกำลังโดนทรมานก็เข้าใจทันที จึงแกล้งตอบไปว่า “อาจารย์ข้าไปเห็นรูปในวัง เห็นว่าหน้าตาเหมือนนางจึงถามเจ้าเมืองว่า นี่ใครกัน จึงรู้ความ เจ้าจะฆ่าข้าก็รีบฆ่าข้าเสีย อย่าเสียเวลาไปฆ่านางผู้ซึ่งซื่อสัตย์ เลย”

ปีศาจเสื้อเหลืองได้ยินดังนั้น ก็รีบยกนางขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ แล้วก็ขอโทษขอโพยภรรยาสุดที่รักทันที แล้วพูดว่า “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ข้าโมโหขึ้นมาทีไรขาดสติทุกที ขอภรรยาจงอภัยให้ข้าด้วย” พูดจบก็จัดโต๊ะเลี้ยงอาหารและสุราทันที แล้วบอกกับภรรยาว่า “พระถังอยู่ที่วังในเมือง ข้าต้องการไปเยี่ยมพ่อตา (เจ้าเมือง)”  ภรรยาบอกว่า “อย่าไปเลยรูปร่างหน้าตาท่านไปแล้ว บิดาข้ามีแต่จะกลัวท่าน” ปีศาจเสื้อเหลืองจึงแปลงกายเป็นหนุ่มรูปงาม ภรรยาเห็นดังนั้น ก็กล่าวเตือนว่า “หากท่านดื่มสุรา ท่านจะกลับคืนร่างนะให้ระวังเรื่องนี้ด้วย  แล้วก็อนุญาตให้ปีศาจเสื้อเหลืองไปเยี่ยมพ่อตา”

เมื่อเข้าเมืองมา ก็ขอเข้าเฝ้าเจ้าเมืองทันที เพราะเขาคือ ลูกเขยคนที่สาม เจ้าเมืองอดใจไม่ได้จึงถามไถ่ว่า “ทำไมเจ้าถึงบอกว่า เจ้าเป็นลูกเขยข้า”  ปีศาจที่ปลอมมาจึงทูลเท็จว่า “เมื่อ 13 ปีก่อน ข้าเห็นเสือคาบลูกสาวท่านมา จึงได้จับปีศาจเสือขังไว้ แล้วอยู่กินกับลูกสาวท่าน แต่ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าสู้หน้าท่าน จึงปล่อยเเรื่องนี้ให้เนิ่นนาน แต่วันก่อน เสือที่ข้าจับไว้นั้นได้หลุดออกมา ได้ข่าวว่า มันปลอมตัวเป็นพระอ้างว่ามาจากเมืองถัง พูดจบก็เสกให้พระถังเป็นเสือ
เจ้าเมืองเห็นดังนั้น จึงสั่งลูกน้องจับพระถังที่เป็นเสือไปขังไว้ในกรง ม้าขาวทนไม่ไหว จึงแปลงร่างเป็นมังกรหนีออกมาแล้วแปลงเป็นหญิงแอบไปลอบฆ่าปีศาจ แต่ปีศาจรู้ทัน ฟันไปที่หญิง ต้องรีบแปลงร่างกลับเป็นมังกรหนีลงน้ำ ก่อนที่จะแปลงกลับมาเป็นม้าอีกครั้ง

โป๊ยก่ายกลับเข้าเมืองก็เห็นว่า ซัวเจ๋ง ถูกปีศาจจับ ม้าขาวก็ถูกทำร้ายเจียนตาย พระถังก็ถูกขัง โป๊ยก่ายจึงร้องไห้เสียใจมาก จึงตัดสินใจเหาะไปหา เห้งเจีย ที่ถ้ำม่านน้ำ แล้วก็เล่าเรื่องให้เห้งเจียฟัง เห้งเจียรีบออกตัวว่า “ข้าไม่สามารถไปช่วยได้เพราะท่านอาจารย์สั่งไว้” โป๊ยก่าย ไหวพริบดี รีบชิงบอกว่า ที่ท่านเคยบอกว่า “หากเจอปีศาจ ให้อ้างชื่อท่าน แต่ปีศาจตนนี้ เมื่อข้าอ้างชื่อท่านไป มันกลับบอกว่าจะจับลิงมาต้มกิน” เห้งเจียโมโหมาก รีบเหาะมากับโป๊ยก่ายไปที่ถ้ำของปีศาจ เจอแต่ภรรยา จึงปลดมัดซัวเจ๋ง โดยภรรยาบอกว่า ปีศาจตนนี้มีอิทธิฤทธิ์มากเพราะมียาวิเศษที่อมไว้ในปาก 

เห้งเจียคิดแผนได้ ไล่ให้ศิษย์น้องสองคนกลับไปก่อนพร้อมกับจับลูกของทั้งคู่กลับไปที่เมือง ระหว่างนั้น ปีศาจกินเหล้าในวังเลยแปลงร่างกลับเป็นปีศาจ โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งไปเห็นเข้าก็จับทุ่มเด็กจนเสียชีวิตทั้งคู่   ปีศาจเห็นก็ตกใจแล้วรีบกลับมาที่ถ้ำ ก็พบว่า เมียรักนอนสลบอยู่ จึงเอายาวิเศษในปากมาวนทั่วตัว เมื่อนางฟื้นก็บอกว่า โป๊ยก่าย มาช่วยซัวเจ๋งไปแล้ว  พอปีศาจเผลอ ภรรยาก็เอายาวิเศษเข้าปาก แล้วเผยตัวว่าเป็นเห้งเจียแปลงตัวมา เมื่อทั้งคู่เจอกัน ปีศาจก็ร้องว่า “เคยเจอกันที่ไหนมาก่อน” เห้งเจียไม่สนใจก็เข้าต่อสู้ แต่ปีศาจรีบหนีไปหลบซ่อน เห้งเจียได้ยินว่าเคยเจอกันมาก่อนจึงสงสัย ว่าแล้วก็ขึ้นไปบนสวรรค์ไปถามไถ่ที่มาของปีศาจตนนี้ เมื่อทูลถามเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ได้ความว่า เดิมเป็นดาวกุยแซ 1ใน 28 ดาวฤกษ์  จึงได้ให้ดาวทั้ง 27 ช่วยกันภาวนาเรียกกลับขึ้นมารับโทษ เมื่อดาวทั้ง 27 ช่วยกันภาวนา ดาวกุยแซก็จำต้องขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อรับโทษ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงถามว่า อยู่บนสวรรค์บรมสุข แต่ทำไมจึงลงไปจุติเป็นปีศาจ ดาวกุยแซจึงตอบว่า เดิมข้าสมัครใจผูกพันธ์กับนางฟ้าเง็กนึ้ง ข้ากลัวทำให้สวรรค์มัวหมอง เมื่อเห็นนางลงไปจุติเป็นนางก๋งจู๊ ลูกสาวเจ้าเมือง ข้าจึงแปลงกายเป็นปีศาจไปลักพาตัวนางมา บัดนี้ข้าโดนจับได้ข้าขอยอมรับโทษทั้งหมด เง็กเซียนฮ่องเต้จึงได้ถอดยศดาวกุยแซออก แล้วส่งไปอยู่กับไท้เสียงเหล่ากุง โดยให้ไปคอยสุมไฟเอาคุณไถ่โทษ

เมื่อปราบปีศาจสำเร็จ เห้งเจียก็มาช่วยพระถัง เมื่อเห้งเจียพบอาจารย์ก็กล่าวว่า “เพราะความใจดีของท่าน ทำให้ท่านต้องเป็นเช่นนี้”  โป๊ยก่าย จึงกล่าวว่า “อย่าซ้ำเติมท่านอาจารย์เลย” เห้งเจีย จึงต่อว่า “พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลอาจารย์ก็ดูแลต่อไป ข้าจะกลับละ” ซัวเจ๋งรีบกราบ เห้งเจีย แล้วบอกว่า “ไม่เห็นแก่พระสงฆ์ก็เห็นแก่พระโพธิสัตว์เถอะ ข้าขอร้องท่านพี่ละ”  เห้งเจียจึงพรมน้ำมนต์ให้อาจารย์กลับร่างเป็นคน เมื่อพระถังออกมาจากกรงได้ก็กล่าวขอโทษเห้งเจีย แล้วคืนนั้น ทั้งหมดก็เลี้ยงฉลองกัน แล้วออกเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม 
ผู้แต่ง แสดงให้เห็นว่า เมื่อขาดปัญญา(เห้งเจีย) การเดินทางไปสู่นิพพานก็ยากที่จะสำเร็จ อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ผู้แต่ง เน้นไปที่เรื่องของ “ความสุข” โดยในพระไตรปิฎกนั้น ได้แยกความสุขเป็นหลายอย่าง

ต้นเรื่องนั้น อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น มาลักพาตัวนางก๊กจู๋ไปเป็นเมีย ในคืนวันเพ็ญ เดือน 8 (วันอาสาฬหบูชา วันที่มีพระสงฆ์ครั้งแรกในพุทธศาสนา) นั่นเป็นการเปรียบเปรยเรื่องการบวช กับ การครองเรือน ที่พระพุทธเจ้า กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เปรียบ ความสุขของคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) ยังด้อยกว่า ความสุขของการบวช

ต่อมากล่าวว่า ความสุขที่มีกิเลส(หรืออาสวะ กิเลสระดับหมักหมมจนเข้าเป็นสันดาน) นั้น ด้อยกว่า ความสุขที่ปราศจากกิเลส (หรือ อาสวะ) ในตอนนี้ผู้แต่งจงใจให้ อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น เป็นตัวแทนของ ความสุขที่เจืออาสวะ  (กามสุข) เพราะเขานั้นหลงรักนางฟ้าตั้งแต่อยู่บนสวรรค์ตามลงมายังโลกเพื่อข่มขืนนาง โดยกามสุขระดับกิเลสนั้น ศีล (โป๊ยก่าย) ก็น่าจะชนะได้ แต่ เพราะเป็นกิเลสระดับ อาสวะ ศีลจึงยากที่จะระงับอาสวะได้ ขณะที่หากใช้ ปัญญา (เห้งเจีย) เพ่งพิจารณาให้ดี แม้จะสามารถชนะได้ แต่ก็ชนะได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะกามสุขระดับอาสวะนั้นสามารถหลบซ่อนในจิตได้ตลอดเวลา โดยในพระไตรปิฎกนั้นเปรียบเทียบความสุขขั้นสูงนั้น ต้องเป็นระดับฌาณ 1-4 เพื่อละกิเลสและอาสวะได้ทั้งหมด

ขณะที่ให้ภรรยาของ อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น เปรียบเสมือน ความสุขที่ปราศจากกิเลส นั่นคือ ความสุขที่ได้ทำบุญถวายโดยการปล่อยตัวพระถังไป ขณะที่เปรียบ เจ้าเมืองที่ร่ำรวย แม้จะมีราชวังมากมาย มีลูกน้องนับพัน แต่ก็ไม่มีความสุข (ลูกสาวที่เป็นตัวแทนของความสุข ไม่อยู่) ขณะที่ ข้าราชการในเมืองก็ยอมรับว่าความรู้ทางโลก (ไม่ว่าจะวิชายุทธ์หรือพิชัยสงคราม) ไม่สามารถกำจัด กามสุข ได้

นอกจากนี้ ลูกของกามสุข ทั้งสองคนนั้น เป็นชาย1 และหญิง 1  ที่เปรียบเสมือนชายหนุ่มหญิงสาว ทั่วโลกที่ยังคงเสพติดในกามสุขอยู่นั่นเอง โดยกามสุขระดับกิเลส นั้น โป๊ยก่าย( ศีล) ก็สามารถฆ่าได้  นั่นคือ โป๊ยก่ายจับลูกทั้งสองทุ่มตาย

ความสุข นั้นถือเป็น เจตสิก คือ การปรุงแต่งของจิต โดยต้องพิจารณาว่า ความสุขนั้นเกิดจากกิเลส (โลภโกรธหลง) หรืออาสวะ หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ความสุขที่ปราศจากกิเลส จะเป็นไปทางกุศล ที่มักจะมีส่วนประกอบของปัญญาด้วย เช่น ความสุขจากการทำทาน(ก๊กจู๊)  ศีล ภาวนา (ลูกสาวเจ้าเมืองอีก 2 คน) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การเสพติดอารมณ์นั้น จะทำให้เราตกเป็นทาสของอารมณ์โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราต้องมี สัมมาทิฐิ (แนวคิดที่ถูกต้อง) และ (สัมมาสังกัปปะ ความนึกคิดที่ถูกต้อง เป็น 1 ในมรรค 8 ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การไม่คิดเกี่ยวกับโลภ พยาบาท เบียดเบียน) โดยสิ่งที่ตรงข้าม จะเป็น มิจฉาสังกัปปะ

โดยแนวคิดที่ถูกต้อง นั่นจะต้องเป็นแนวคิดที่ปลอดโปร่ง มีอิสระ ไม่มีทั้งความชอบใจ ไม่ยึดติด ไม่มีความชอบใจหรือไม่ชอบใจ นั่นคือ การใช้ปัญญาในทางที่ถูกต้อง

ในพระไตรปิฎกนั้น เปรียบเทียบความสุขไว้ดังนี้
(เช่นเดิมผมย่อมาให้อ่านเข้าใจง่าย ใครสนใจควรหาฉบับเต็มอ่านนะครับ)
ความสุขของคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) ย่อมด้อยกว่า ความสุขที่เกิดจากบรรพชา
กามสุข  ย่อมด้อยกว่า เนกขัมมสุข (การบวช)
สุขเจือกิเลส ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่เจือกิเลส
สุขที่มีอาสวะ (กิเลสระดับสันดาน) ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่มีอาสวะ
สุขที่อิงอามิส ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่อิงอามิส (สิ่งล่อ)
สุขของปุถุชน ย่อมด้อยกว่า สุขของอริยเจ้า
กายิกสุข ย่อมด้อยกว่า เจตสิกสุข
สุขอันเกิดจากฌาณ 1 ที่ยังมีปิติ ย่อมด้อยกว่า สุขอันเกิดจากฌาณ 1 ที่ไม่มีปิติ
สุขอันเกิดจากความยินดี ย่อมด้อยกว่า สุขอันเกิดจากความวางเฉย
สุขอันไม่ถึงสมาธิ ย่อมด้อยกว่า สุขอันเข้าถึงสมาธิ