วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ราชสีห์ขนสีฟ้า (獅猁怪 หรือ 青毛獅子) แท้จริงเป็นสิงโตพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์บุ่งซู้ (พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา) เขาขับไล่พระราชาแห่งเมือง โอเกยก๊ก (烏雞國)) แล้วแอบอ้างปลอมตัวเป็น พระราชาอยู่นาน 3 ปี วิญญาณของพระราชาก็ปรากฎในฝันของพระถัง และขอให้พระถังช่วยเหลือ เห้งเจียกับโป๊ยก่ายเลยช่วยดึงศพขึ้นมาจากบ่อนำ้ และใช้ยาวิเศษของ พรหมไท้เสียงเหล่งกง เพื่อนำชีวิตของพระราชากลับคืนมา และเปิดเผยความจริง แต่ปีศาจกลับแปลงกลายเป็นพระถัง ทำให้มีพระถัง 2 คน เห้งเจียออกอุบายว่า ใครเป็นตัวจริงจะต้องร่ายมนตร์บีบศีรษะของเห้งเจียได้ เมื่อตัวปลอมทำไม่ได้ เห้งเจียก็เงื้อกระบองจะฟาด แต่พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ก็ปรากฎตัวขึ้น แล้วเล่าว่า แท้จริงแล้วเป็นสิงโตพาหนะของพระองค์เอง ที่พระองค์ส่งมาเพื่อลงโทษ พระราชา ครั้งนี้จึงขอให้แล้วต่อกันไป แล้วคณะก็เดินทางต่อไป

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
พระถังและสานุศิษย์เดินมาถึงอารามขนาดใหญ่ พระถึงจึงขอเข้าไปค้าง 1 คืน ได้ขอพักค้างที่พระอารามหลวงชื่อ โป๊ลิ้มยี่ เจ้าอาวาสเป็นคนถือตน และไม่ยินดีต้อนรับพระพเนจร เพราะเคยมีพระสงฆ์มาขอพักอาศัยแต่พวกเขาอยู่นานถึง 7-8 ปี และก่อเรื่องร้ายๆ ไว้ 

เจ้าอาวาสจึงกล่าวว่า “อารามเล็กๆ ของเรา ไม่อาจต้อนรับท่านเป็นอย่างดีได้ รบกวนพวกคุณไปหาที่ีอื่นอาศัยค้างคืนเถอะ” เห้งเจียได้ยินก็ข่มขู่กลับทันที “ถ้าพวกท่านไม่สะดวก พวกท่านต่างหากที่ต้องไปหาอื่นอาศัยหลับนอน” เมื่อพูดจบ เจ้าอาวาสจึงยินยอมให้พักอาศัย

ตกดึก วิญญาณของกษัตริย์เมืองใกล้ๆ ก็มาเข้าฝัน พระถัง และเล่าเรื่องให้ฟังถึง เหตุการณ์เมืองโอเกยก๊ก เมื่อ 5 ปีก่อน ฝนฟ้าแล้งจัด จนประชาชนระส่ำระสาย นักพรตช่วนจินเต้าหยิน ได้ทำพิธีเรียกฝนให้ตกลงมาห่าใหญ่ จึงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโอเกยก๊ก ครั้นได้โอกาส ช่วนจินเต้าหยิน ก็ลอบปลงพระชนม์พระราชาเสีย โดยผลักลงบ่อแปดเหลี่ยม เอาแท่นหินปิดไว้ แล้วช่วนจินก็แปลงกายสวมรอยเป็นกษัตริย์แทน โดยที่ไม่มีใครรู้ ไทจื้อรัชทายาทก็ไม่ได้เข้าเฝ้าเป็นเวลา 3 ปีแล้ว จึงมาฝากพระถังให้ช่วยไปบอก ลูกชายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมอบตราประทับหยกขาวประจำพระองค์ให้เป็นหลักฐาน ยืนยันเรื่องนี้กับ รัชทายาท

ตื่นเช้ามา พระถังจึงเล่าเรื่องให้เห้งเจียฟัง เห้งเจีย จึงไปเข้าพบ ไทจื้อรัชทายาท เพื่อเล่าความจริงให้ฟังว่าพระราชาองค์ปัจจุบันเป็นพระราชาปลอม ไทจื้อรัชทายาทไม่เชื่อ เพราะปกครองบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดี เห้งเจียจึงแสดงตราประทับหยกขาวให้ดู และท้าให้ ไทจื้อไปสอบถาม ฮองเฮา พระมารดาว่ารสสัมผัสของพระราชาเปลี่ยนแปลงไปจาก 3 ปีที่แล้วหรือไม่ 

ฝ่ายไทจื้อรัชทายาท จึงไปกราบทูลถามพระมารดาถึงความนัยนั้น ฮองเฮาก็เล่าความจริงว่าพระราชาเปลี่ยนไป 3 ปีแล้ว เขาเคยเป็นคนอ่อนโยน หลงไหล แต่ปัจจุบัน เขากลับบอกว่า อายุเยอะแล้ว และขอให้เลิกเซ้าซี้เสมอ ไทจื้อรัชทายาท จึงเชื่อว่าเป็นช่วนจินปลอมตัวมาจริงๆ ก็นำความนั้นมาบอก เห้งเจีย

ฝ่ายซากพระศพของพระราชานั้น ได้จมลงถึงบาดาล พญาฮั้ยเล่งอ๋อง ได้เก็บรักษาไว้มิให้เน่าเปื่อย เห้งเจียกับโป้ยก่ายก็ชวนกันไปที่บ่อแปดเหลี่ยม ด้วยฤทธิ์ตะบองของเห้งเจีย โป้ยก่ายก็ลงไปในบ่อน้ำ ดำลงไปถึงบาดาล จนพบพญาฮั้ยเล่งอ๋องสหายเก่า แล้วแบกซากศพของพระเจ้าโอเกยก๊กขึ้นมา เห้งเจียเหาะนำหน้าศพมาที่อาราม แล้วตีลังกาขึ้นสู่พรหมโลกไปหา พรหมไท้เสียงเหล่ากุงขอยาชุบชีวิต เมื่อได้แล้วก็ลงมาชุบชีวิตพระราชาให้ฟื้นขึ้นมา แล้วถอดเครื่องทรงกษัตริย์ออกฝากไว้ในอาราม ให้นุ่งขาวห่มขาวแทน 

รุ่งเช้า ทั้งหมดก็เข้าไปในพระราชวัง เห้งเจียเข้าต่อสู้กับปีศาจ ปีศาจสู้ไม่ได้ และเห็นท่าไม่ดี ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นพระถังอีกองค์หนึ่ง เห้งเจียไม่สามารถแยกได้ จึงออกอุบายบอกให้พระถังร่ายคาถาบีบขมับ หากองค์ไหนร่ายคาถาแล้วเห้งเจียปวดหัว องค์นั้นคือองค์จริง เมื่อปีศาจรู้ตัวว่า จะโดนจับได้ ก็รีบกระโดดขึ้นไปบนฟ้า เมื่อห้งเจียเหาะตามไป กำลังจะเง้อกระบองตี ก็มีเสียงดังว่า “อย่าตีเขาเลย เห้งเจีย” เห้งเจียหันกลับมา เห็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์ จึงบอกว่า ปีศาจตนนี้ เป็น สิงโตขนฟ้า ใต้บังลังค์ข้าเอง ถูกส่งมาโดยคำสั่งของพระพุทธเจ้า เนื่องจาก กษัตริย์ ของ วูจิ เป็นคนดี มีโอกาสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงส่งข้ามาเพื่อมาโปรดกษัตริย์ และนำพาไปไซที โดยข้าแปลงกายมาเป็นพระภิกษุ ธรรมดา และขออาหารเจกับเขา และกษัตริย์ก็ไม่สามารถตอบคำถามของข้าได้ เขาจึงจับข้ามัดและไปทิ้งในบ่อน้ำ 3 วัน โชคดีพระอรหันต์ได้มาช่วยข้าไว้ และพาข้ากลับไซที ข้าจึงไปรายงานพระคถาคต ท่านจึงสั่งลงโทษกษัตริย์ ให้จมน้ำเป็นเวลา 3 ปีไถ่โทษ เมื่อ เห้งเจีย มาแก้ไขให้แล้ว ก็ถือว่าสิ้นเวรต่อกัน เมื่อท่านสามารถปราบสิงโตได้ นั่นหมายความว่า ท่านได้คาถาวิเศษติดตัวแล้ว



ปริศนาธรรม
ตอนนี้จะมี 2 ประเด็นคือ
1.
ตามสำนวนคนจีน คือ ย้ายเมืองนั้นยังง่ายกว่า เปลี่ยนธรรมชาติ (ของคน) นั่นคือ แม้ว่า ราชสีห์ขนฟ้า จะแปลงกายเป็นพระราชา แต่นิสัย (สันดาน) ต่างๆ ก็ยากที่จะเปลี่ยนได้ นั่นคือ นิสัยของคนเรานั้น เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเปลี่ยนแปลงเมืองอีก ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการเปลี่ยนนิสัยต่างๆ ของคนเรา

2.
โดยตอนนี้ ถือเป็นตอนต่อจากเรื่อง นิวรณ์ 6 นั่นคือ เรื่องของ อวิชชา นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า แปลงมาเป็นนักพรตลัทธิเต๋า (ลัทธิเต๋านั้นมีความพยายามจะกลืนเข้ากับศาสนาพุทธ โดยจะอธิบายเรื่องนี้ในตอนถัดๆ ไป) นักพรตตนนี้พยายามทำพิธีเพื่อแสดง อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ ในการเรียกลมเรียกฝน

(
ราชสีห์ขนสีฟ้านั้นเป็นพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ที่ถือว่า เด่นด้านปัญญา โดยเฉพาะ เคยโพธิสัตว์มัญชุศรีนี้เคยเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆ นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ยังเคยกล่าวว่า ท่านตรัสรู้ได้ก็ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีด้วย นั่นคือ ถือว่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่เด่นด้านปัญญาอย่างมาก )

นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า ต่อมาแปลงเป็นพระถังซำจั๋ง (ชื่อ ซำจั๋ง นั่้นแปลว่า พระธรรม ไตรปิฎก) ความหมายคือ อะไรคือ พระธรรมแท้? อะไรคือพระธรรมเทียม? มันเป็นเรื่องยากที่จะแยกกันออก นั่นคือ ลัทธิเต๋า พยายามที่จะกลมกลืนกับศาสนาพุทธจนคนทั่วไปแยกไม่ออก แม้แต่เห้งเจีย (ปัญญา) ก็ยังไม่สามารถแยกออกได้ เช่นเรื่อง พิธีกรรม หยินหยาง โหวเฮ้ง ฮวงจุ้ย หรือแม้แต่เทพต่างๆ ในลัทธิเต๋า ต้องให้ตัวพระธรรม(พระถังซำจั๋ง) เป็นคนแยกเอง

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่จะมีฤาษี นักพรต ในศาสนาพราหณ์ ที่พยายามกลมกลืนกันศาสนาพุทธ เช่นพิธีกรรมต่างๆ เช่นพิธีลอยกระทง พิธีแช่งน้ำ พระราชจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีโล้ชิงช้า หรือ เรื่องเทพต่างๆ เช่น พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม ซึ่งคนไทยหลายคนยังแยกไม่ออกว่า พุทธหรือพราหมณ์ เช่นกัน

อีกประเด็นที่ชาวจีนมักจะถกเถียงกันในตอนนี้ก็คือ ทำไมผู้แต่งถึงให้ พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ถูกจับถึง 3 วัน ก่อนที่จะหลุดออกมาได้ ทั้งๆที่ เป็นคนธรรมดา เชือกธรรมดาเท่านั้น ซึ่งคนจีนหลายคนมองว่า เป็นจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้ (มีหลายจุดที่จับผิดกันมา)

ในขณะที่หนังสือของ อาจารย์เขมานันทะ นั้นตีความว่า เป็นตอน อรติ นั่นคือ หลังจากนิวรณ์ 5 แล้ว ก็มีอรติ

อรติ คืออะไร
อรติ แปลว่า ความไม่ยินดี, ความไม่พอใจ โดยไปในทางลบ นั่นคือ แม้จะไม่ยินดี แต่ก็ไม่พอใจ อรติจะแตกต่างจาก อุเบกขา คือ การวางเฉย แบบเป็นกลาง

โดยมองว่า หลังจาก การละนิวรณ์ 5 แล้ว ชีวิตดูเหมือนจะเป็นอุเบกขา แต่ความจริงมันอาจเป็น อรติ ก็ได้ เพราะใกล้เคียงกัน โดยมองว่า พระราชาที่เปลี่ยนไป นั่นคือ อุเบกขาที่กลายไปเป็น อรติ ที่แม้จะคล้ายกันแต่พระมเหสีก็แยกออก

นอกจากนี้ การที่ราชสีห์ขนสีฟ้า(อรติ) แปลงเป็นพระถัง (ขันติ) นั่นก็ยากที่แยกกันออก คือ ความไม่ยินดี กับขันติ นั้น ดูภายนอกจะเหมือนกัน เมื่อเจอกับพระธรรม ขันตินั้นชอบ แต่ อรติ นั้นย่อมอยู่ไมไ่ด้

โดยสรุป คือ ละนิวรณ์ 5 ได้ จะต้องใช้ศรัทธาอย่างมาก ทำให้เหมือนซากศพ การจะฟื้นจากซากศพได้ ต้องอาศัยความสุขที่ปราณีต (ยาวิเศษ) เพื่อสร้างจิตที่เข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และปีศาจเขาทอง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และ ปีศาจเขาทอง
ราชาปีศาจเขาทอง (金角大王) และราชาปีศาจเขาเงิน (銀角大王) ทั้งคู่อาศัยอยู่ในถ้ำเน่ยฮวยต๋อง (แปลว่าดอกบัว) บนภูเขาเพ่งเต็งซัว (平頂山 แปลว่าภูเขาหัวตัด) พวกเขาจับพระถังและคณะได้ ด้วยการหลอกเห้งเจีย และตรึงเห้งเจียไว้กับเขาสามลูก แต่เทพารักษ์มาช่วยให้เห้งเจียสามารถหนีออกมาได้ เห้งเจียต้องใช้ปัญญาในการหลอกล่อเพื่อขโมยอาวุธและของวิเศษของปีศาจมาจนหมด 5 อย่าง คือ น้ำเต้าม่วงทอง (紫金紅葫蘆) แจกันหยก (羊脂玉淨瓶) เชือกทอง (幌金繩) กระบี่เจ็ดดาว (七星劍) พัดใบปาล์ม (芭蕉扇) โดยพวกปีศาจมีแม่ เป็น จิ้งจอก 9 หาง และ มีน้าชาย น้าอิดไต้อ๋อง (狐阿七) เป็นจิ้งจอก

เมื่อพวกเขาปราบปีศาจได้ ก็จะออกเดินทางต่อ พรหมเสียงเล่าท้ายกุน ก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่า เด็ก 2 คนนี้คือ ลูกน้องเขาเอง ที่ให้คอยดูแลเตาเผา จะขอนำเด็กทั้งสองคนกลับไปสวรรค์ และขอของวิเศษคืนด้วย (จากตอนที่แล้ว ที่ ไท้เสียงเหล่ากุง นั้น บอกว่าขาดคนคุมเตาไฟ จึงให้ปีศาจเสื้อเหลืองไปเฝ้านั่่นเอง)


  (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะที่มีเห้งเจียกลับมาร่วมทางเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่ง พระถังนั้นเปรยครั้งแรกว่า “หุบเขาสูงใหญ่ อาจมีเสือหรือปีศาจออกมา” เห้งเจียจึงตอบว่า “ท่านไม่ควรกลัวอีกต่อไป หากท่านกลัว โปรดท่องคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าเพื่อปราบความกลัวในจิตใจเถอะ” แล้วก็เข้ากลอนว่า “ล้างฝุ่นออกจากใจ ขจัดสิ่งโสมมออกจากหู หากปราศจากความทุกข์ได้ ท่านก็นิพพานได้” พระถังยังคงเปรยออกมาอีกว่า “ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง ข้ามน้ำข้ามเขามามากมาย เมื่อไหร่ ข้าจะพบความสุเขเสียที” เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบกลับว่า “เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้น วันทั้งหลายของท่านจะว่างเปล่า แล้วท่านจะได้พบความสุขสงบเพียงลำพัง” เมื่อพระถังได้ฟังก็ปล่อยจิตอุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อความเบื่อหน่าย ละซึ่งความเศร้าหมองในจิตใจ

ต่อมาคณะก็พบชายตัดฟืน ซึ่งได้บอกกับคณะว่า ข้างหน้ามีปีศาจอาศัยอยู่ พูดเสร็จก็หายตัวไป เห้งเจียจึงเหาะไปเห็นว่า เป็นเทพเจ้าเซากง แปลงกายมาบอกทางข้างหน้า เห้งเจียจึงถามว่า แปลงกายมาทั้งที ทำไมท่านไม่บอกว่า ปีศาจตนนั้นจะทำประการใด เซากงจึงตอบกลับว่า ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาด แต่ขาดเฉลียว ข้ากลัวว่า คราวนี้ ท่านจะเสียท่าแก่ปีศาจเป็นแน่แท้ ว่าแล้วก็จากไป 

คณะจึงส่งโป๊ยก่ายไปสืบข่าวครั้งแรกนั้น โป๊ยก่ายแอบหนีไปนอนเหมือนเดิม แต่เห้งเจียจับได้ จึงส่งไปอีกรอบก็พบว่าเป็นเขตแดนของปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง โดยทั้งคู่กำลังคุยกันว่า คณะของพระถังกำลังเดินผ่านทางนี้ ปีศาจเขาเงินเลยออกไปดูลาดเลา ก็พบกับโป๊ยก่าย ทั้งคู่ก็เข้าสู้กัน แต่ไม่สามารถรู้แพ้รู้ชนะ เขาเงินจึงเรียกลูกน้องมารุม ทำให้จับโป๊ยก่ายได้ แล้วพวกปีศาจก็ออกไล่ล่าพระถังต่อ เมื่อปีศาจเจอพระถัง ปีศาจเขาเงินก็แปลงกายเป็นนักพรตแกล้งบาดเจ็บเพื่อรอคณะของพระถัง


เมื่อคณะเดินทางมาพบนักพรตบาดเจ็บ นักพรตก็ขอขี่หลังเห้งเจีย เห้งเจียแม้จะรู้ว่าเป็นปีศาจแต่ก็กลัวจะเกิดเรื่องอีก เลยยอมให้นักพรตขี่หลัง ครั้งแรกปีศาจเรียกภูเขาีซานมาทับเห้งเจีย เห้งเจียเอาขาซ้ายรับ ต่อมาปีศาจเรียกภูเขาเออเหมย มาทับ เห้งเจียเอาขาขวารับ ครั้งนี้ ปีศาจเลยเสกภูเขาไทซานมาทับอีก คราวนี้เห้งเจียรับไม่ไหว จึงโดนภูเขา 3 ลูกทับตรงนั้น
 


ปีศาจเขาเงินก็ย้อนกลับมาจับคณะทั้งหมดไปโดยขยายมือให้ใหญ่แล้วจับทั้งหมด แล้วปีศาจเขาเงินก็กลับมาวางแผนกับปีศาจเขาทองว่า จะทำอย่างไรกับเห้งเจีย หารือกันสรุปว่า จะใช้ของวิเศษ คือ น้ำเต้าทอง และแจกันหยก (น้ำเต้านี้ เมื่อคว่ำน้ำเต้าลงแล้วขานชื่อใคร หากคนนั้นขานรับจะถูกดูดเข้าไป ผ่านไปครึ่งชั่วโมงร่างกายจะละลายเป็นน้ำหนอง) ปีศาจให้ลูกน้อง คือ เจงเส่ย และเล่งหลี ไปจับเห้งเจีย แต่ฝั่งเห้งเจีย กำลังเศร้าที่มาถูกปีศาจ “ขวางกั้น” การเดินทาง โดยได้เรียกเจ้าป่าเจ้าเขามาช่วยเหลือ และหลุดออกมาได้ ระหว่างเหาะกลับมา ก็เจอกับลูกน้องปีศาจ 2 ตนที่ถือน้ำเต้า กับแจกันหยก มา เห้งเจียเลยแปลงกายเป็นนักพรต ลงมาถามไถ่ ลูกน้องปีศาจทั้งสอง บอกว่า ข้ามีของวิเศษคือ น้ำเต้าทอง กับแจกันหยก กำลังจะไปจับเห้งเจีย นักพรตเลยบอกว่า ข้าก็มีน้ำเต้าทองแถมใหญ่กว่าด้วย พูดเสร็จก็เสกน้ำเต้าขึ้นมา แถมคุยด้วยว่า น้ำเต้าของข้าดูดได้แม้แต่ฟ้า เมื่อเห้งเจียเปิดจุกน้ำเต้าก็เสกให้ฟ้ามืดทันที เมื่อลูกน้องปีศาจเห็นดังนั้นเลยขอแลกของวิเศษ 2 ต่อ 1 ทันที เมื่อนักพรตจากไป ปีศาจทั้งสองก็ลองใช้น้ำเต้าลูกใหม่ แต่ปรากฎว่า “ถูกหลอก” ทั้งสองรีบกลับมาหา ปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง
 


ปีศาจเขาเงินและเขาทอง ทั้งคู่ด่าเห้งเจียว่า เจ้าลิงจ๋อ มันร้ายนัก หลอกเอาของวิเศษไปได้ 2 อย่าง ดังนั้น เรารีบกินเนื้อพระถังกันก่อนดีกว่า แต่ก่อนอื่น เขาสั่งให้ลูกน้องไปเชิญมารดาเฒ่ามากินด้วยกัน แล้วให้ลูกน้องไปขอยืม เชือกทองวิเศษ ที่ฝากไว้กับมารดาเฒ่ามาด้วย เมื่อลูกน้องปีศาจเดินไปเรียกคุณแม่ แต่ระหว่างทางกลับเจอ เห้งเจีย เห้งเจียจึงจับทุบ แล้วปลอมเป็นปีศาจตัวหนึ่ง เพื่อไปหามารดาของปีศาจ ระหว่างเดินทางกลับ เห้งเจีย ก็ฟาดมารดาของปีศาจ แล้วมารดาองปีศาจก็กลายร่างกลับเป็นจิ้งจอกเก้าหาง เห้งเจียก็หยิบเชือกวิเศษ และปลอมตัวเพื่อเดินทางไปหาปีศาจทั้งสอง


เมื่อมาถึงถ้ำของปีศาจ โป๊ยก่ายที่โดนจับแขวนบนเพดาน ก็หัวเราะแล้วกระซิบบอกซัวเจ๋งว่า ศิษย์พี่มาช่วยแล้ว แต่ลูกน้องปีศาจเข้ามารายงานท่านอ๋องก่อนว่า เห้งเจียได้ตีมารดาท่านตายแล้วแปลงกายมาแทน ปีศาจจึงถือกระบี่เจ็ดดาว เข้าสู้กับ เห้งเจีย เห้งเจียเห็นว่าใช้เชือกวิเศษมัดปีศาจดีกว่า จึงหยิบเชือกโยนไปที่ปีศาจ แต่ปีศาจท่องคาถาให้กลับมามัดเห้งเจียเสียเอง เมื่อเห้งเจียถูกมัดติดกับเสาแถมโดนริบน้ำเต้าทองกับแจกันหยกคืนไป เห้งเจีย จึงต้องถอดร่างออกมาแปลงเป็นลูกน้องปีศาจ ไปบอกกับปีศาจว่า เชือกวิเศษกำลังจะหลุดให้ท่านเปลี่ยนเชือกมัดดีกว่า เมื่อได้รับเชือกมาก็ไปสับเปลี่ยน แล้วยึดเอาเชือกวิเศษมาได้ ก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองทันที แต่กลับบอกว่า ตัวข้าคือ น้องชายของเห้งเจีย

ปีศาจตกใจก็รีบหยิบน้ำเต้าออกมาหน้าถ้ำ แล้วกล่าวว่า ข้าจะไม่สู้รบด้วย แต่เจ้ากล้าขานรับชื่อหรือไม่ น้องชายเห้งเจีย จึงกล่าวว่า “มีเหรอข้าจะกลัว ข้าจะขานรับนับพันครั้งเลย” ปีศาจจึงคว่ำน้ำเต้าลงแล้วเรียกว่า น้องชายเจียซึง เห้งเจียเห็นว่าไม่ได้เรียกชื่อตัว จึงขานรับไป ทันใดนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 
ปีศาจเขาเงิน ก็มาบอกกับปีศาจเขาทองว่า ข้าจับเห้งเจียไว้ในน้ำเต้าได้แล้ว ปีศาจเขาทองก็บอกว่า รออีกสักครึ่งชั่วโมง ถ้าเขย่าแล้วไม่มีเสียง แสดงว่า เห้งเจียตายแล้ว ค่อยเปิดน้ำเต้าออกมาตรวจดู แต่เห้งเจีย แอบได้ยินก็โวยวายว่า ถูกละลายเหลืออยู่ครึ่งตัวเอง เมื่อปีศาจได้ยิน ก็ลองเปิดดู เห้งเจีย ก็เสกขนให้เป็นตัวเองครึ่งตัวลอยในน้ำเต้าแล้วแปลงเป็นยุงรอบินออกมา เมื่อปีศาจเปิดออกมาดู ก็เห็นเห้งเจียเหลืออยู่ครึ่งตัว ก็รีบปิดแล้วบอกว่า ต้องรออีกสักหน่อย แต่เห้งเจียได้บินออกมาแล้ว และก็แปลงกายเป็นลูกน้องปีศาจคอยมอมเหล้าปีศาจทั้งสอง เมื่อสบโอกาสก็หยิบน้ำเต้าทองไป แล้วเสกของปลอมไปใส่แทนที่

เมื่อได้ของวิเศษมาก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองอีกครั้งแล้วก็บอกว่า ตัวเป็นน้องชายเห้งเจียอีกคน ปีศาจก็หยิบน้ำเต้าออกมาอีกครั้ง แล้วท้าเช่นเดิมว่า ถ้าเรียกชื่อจะต้องขานรับกัน ปีศาจก็รับคำท้า เมื่อปีศาจเรียก เห้งเจียก็ขานรับ แต่ไม่ถูกดูดเข้าไป แต่เมื่อเห้งเจียเรียกชื่อ ปีศาจกลับขานรับถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 

ปีศาจเขาทอง ได้ยินเรื่องก็ออกจากถ้ำจะล้างแค้นทันที โดยบอกว่า ไอ้ลิงวอก บังอาจฆ่าแม่ และน้องชาย ว่าแล้วก็หยิบของวิเศษอีก 2 ชิ้นคือ กระบี่เจ็ดดาว กับ พัดใบปาล์ม(พัดแล้วไฟลุก) เอาไปพัดใส่เห้งเจียทำให้ไฟลุก เห้งเจียเห็นว่าสู้ไม่ได้ รีบเสกกายปลอมให้โดนไฟเผา ส่วนตัวเองแอบหนีเข้าไปในถ้ำ ฆ่าลูกน้องปีศาจตายทั้งหมด ตาก็เหลือบไปเห็นแจกันวิเศษจึงรีบหยิบฉวย 


ปีศาจเขาทอง นั้นเห็นว่า ที่เผานั้นเป็นเห้งเจียปลอม ก็กลับเข้ามาในถ้ำ ปีศาจเขาทองก็ยิ่งเศร้าใจเมื่อเห็น ลูกน้องตายหมด ก็ร้องไห้จนสลบไป ทำให้เห้งเจีย สบโอกาสหยิบพัดไฟมาเป็นของตัวอีกอย่าง ปีศาจตื่นขึ้นมาก็สู้กับเห้งเจียอีก แต่คราวนี้ปีศาจสู้ไม่ได้ จึงหนีไปหาน้าชาย เห้งเจียสบโอกาสรีบเข้าไปในถ้ำ แล้วแก้เชือกที่มัดคณะเดินทางทั้งหมด

ตอนนี้น้าชายของปีศาจ คือ อาชิดไต่อ๋อง มาพร้อมกับ ปีศาจเขาทอง และบริวารปีศาจ มายืนหน้าถ้ำท้าสู้กับ เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ก็เข้าสู้ตะลุมบอนกัน แต่อาชิดไต่อ๋องพลาดท่า โดนโป๊ยกายฆ่าตายด้วยคราด ปีศาจเขาทอง เห็นท่าไม่ดีรีบหนี เห้งเจียจึงคว่ำน้ำเต้าแล้วเรียกชื่อ “ปีศาจเขาทอง” จังหวะกำลังหนี ปีศาจเขาทองจึงนึกว่าลูกน้องเรียก จึงขานรับ โดนจับได้ เห้งเจียจึงรีบไปเชิญอาจารย์เพื่อออกเดินทางต่อไป

คณะกำลังจะออกเดินทางต่อ พรหมไท้เสียงเหล่ากุง ก็มาเรียกคณะเดินทางให้หยุดก่อน แล้วบอกเห้งเจียว่า ให้คืนของวิเศษก่อน เพราะน้ำเต้าใช้ใส่ยา ขวดไว้ใส่น้ำ เชือกไว้คาดเอว กระบี่ใช้ปราบมาร พัดใช้พัดเตาไฟ ส่วนปีศาจเขาเงินนั้นคือ คนเฝ้าเตาเงิน และปีศาจเขาทอง คือคนเฝ้าเตาทอง แต่ทั้งคู่หนีลงมายังโลก เห้งเจียตอบกลับว่า ท่านนี่แย่จริงๆ ปล่อยให้ลูกน้องมาอาละวาดในโลกมนุษย์ ไท้เสียงเหล่ากง ก็บอกว่า อย่าว่าข้าเลย พระกวนอิม ขอยืมของวิเศษและลูกน้องข้าให้มาทดสอบพวกท่านเอง พวกมันไม่ได้หนีออกมา เพราะท่านเชื่อว่า หากพวกท่านไม่สามารถผ่านมารเหล่านี้ได้ ท่านก็ไม่สามารถเดินทางไปไซทีได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็ยิ้มใบหน้าผ่องใส แล้วคืนของวิเศษทั้งหมดให้ แล้วทั้งหมดก็มุ่งมั่นเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนนี้ ผู้แต่งเน้นไปที่ นิวรณ์ 6 (ในนิวรณโคจฉกะ) แต่บางคนจะเรียก นิวรณ์ 5 (เครื่องปิดกั้นในการปฎิบัติธรรม) โดยครั้งแรกนั้น พระถัง จิตใจวุ่นวายกลัวปีศาจ (อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย) เห้งเจียจึงให้อาจารย์ภาวนา คาถาของพระอาจารย์โอเซ้า ต่อมา พระถังก็เปรยอีกว่า “เดินทางมาตั้งนาน เมื่อไร่จะพบสุข” (วิจิกิจฉา ไม่แน่ใจ) เห้งเจียจึงบอกว่า ให้มุ่งมั่นต่อไป เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้นจึงจะพบสุข ต่อมาโป๊ยก่าย แอบไปหลับ (มิทธะ ง่วงเหงา หาวนอน) เห้งเจียเลยต้องดุ และบังคับให้ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

ปีศาจเขาเงินและเขาทองนั้น อาศัยอยู่ในถ้ำดอกบัว (คือ สัทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งบางคนแปลว่า พระสูตรดอกบัวขาว ถือเป็นพระสูตรสำคัญของนิกายมหายาน โดยเนื้อหาในพระสูตรก็ประมาณว่า ใครก็สามารถสำเร็จนิพพานได้ ไม่ว่าจะเป็นสตรี หรือบุรุษ ขอทานหรือเศรษฐี) โดยปีศาจในตอนนี้จะเป็นปีศาจที่มีของวิเศษมากที่สุดในนิยายเรื่องไซอิ๋วเลยทีเดียว

ราชาปีศาจเขาเงิน แทน ความประมาท และกุกกุจจะ (ทำในสิ่งไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ) เพราะเขาเป็นปีศาจคนเดียวในนิยายที่สามารถจับเห้งเจียได้ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ทำให้เด็ดขาด (ครั้งแรก ให้ภูเขาทับเห้งเจีย ครั้งที่ 2 จับด้วยเชือกวิเศษ ครั้งที่ 3 จับด้วยน้ำเต้าทอง)

ราชาปีศาจเขาทอง แทน ความพยาบาท และ
(ถีนะ) ความเหงา เศร้า เขาอาฆาตที่เห้งเจียไปฆ่าแม่ น้อง รวมถึงลูกน้องทั้งหมด ทำให้เขาเศร้าหมอง เหงา ต่อมาเขาก็ประมาทอีกด้วย ที่เห้งเจียเรียกชื่อเขา แต่เขาไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

ปีศาจสุนัขจิ้งจอกเก้าหาง แทน
(อุทธัจจะ) ความสับสนวุ่นวาย (คนจีนว่ามาจาก หาง 9 หาง คือความ สับสน วุ่นวายเหมือน 9 หาง) แต่หากยึดตามตำนานจิ้งจอก 9 หาง จะเป็น (กามฉันทะ) เพราะนางคือ ปีศาจที่เจ้าแม่หนี่หว่า ส่งลงมาสิงพระมเหสีทำให้ราชาหลงใหลจนกลายเป็นทรราช

นิวรณ์ 6 คืออะไร
นิวรณ์ แปลว่า เครื่องขวางกั้น (ตอนที่ เห้งเจียถูกภูเขาทับ แต่เขาตะโกนออกมาว่า เจ็บใจที่ถูกปีศาจขวางกั้นการเดินทาง) ในทางธรรมหมายถึง เป็นเครื่องกั้นในการทำความดี และปฎิบัติธรรมให้บรรลุธรรม หรือทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ (นั่นคือ พระกวนอิม ยืมของวิเศษ และลูกศิษย์ ของพรหมเสียงเหล่ากุง มาทดสอบ และยืนยันว่า หากฝ่าด่านนี้ไม่ได้ จะไม่มีทางไปถึงไซที)
**
อย่างไรก็ดี โดยทั่วไป เราจะได้ยินแค่ นิวรณ์ 5 แต่ในพระไตรปิฎกนั้น ยืนยันว่า เป็น นิวรณ์ 6 คือมี อวิชชาด้วย **

นิวรณ์ 6 ประกอบไปด้วย
1.
กามฉันทนิวรณ์ คือ ความพอใจ ความหลงติด ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ตัณหา สิเนหา ความหมกหมุ่น
2. พยาปาทนิวรณ์ คือ อาฆาต ต่อผู้กระทำความเสียหาย(เสื่อมเสีย) แก่เรา ก่อให้เกิด จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความแค้น โกรธ โทสะ
3. ถีนมิทธนิวรณ์ คือ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ ประกอบด้วย ถีนะ และ มิทธะ
3.1 ถีนะ ความไม่สมประกอบแห่งจิต เช่น หดหู่ ซึมเศร้า
3.2 มิทธะ ความไม่สมประกอบแห่งกาย เช่น ง่วงเหงา หาวนอน
4. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ประกอบด้วย
4.1 อุทธัจจะ ความไม่สงบแห่งจิต เช่น ความฟุ้งซ่าน ความวุ่นวาย
4.2 กุกกุจจะ ความสำคัญว่า ควรในสิ่งที่ไม่ควร หรือ ไม่ควรในสิ่งที่ควร เช่น ความรำคาญ ความเดือดร้อน
5. วิจิกิจฉานิวรณ์ ความเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรม พระสงฆ์ พระศาสดา ความเห็นที่คิดเห็นไปต่างๆ ทำให้ความคิดส่ายไปมา
6. อวิชชานิวรณ์ ความไม่รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ โดยมีปัญญาทราม ความโง่เขลา

ทางแก้ คือ ต้องใช้ศีลและสมาธิ ดังนี้
1.
กามฉันทะ ใช้ภาวนา กายคตาสติ เพื่อทำลายความอยาก เสริมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
2.
พยาบาท ใช้ภาวนา พรหมวิหาร 4 เพื่อเพิ่มความเมตตา กรุณา เสริมด้วยศีล การไม่ฆ่าสัตว์
3.
ถินมิทธะ ใช้ภาวนาอนุสสติ 7 เพื่อเสริมสร้างความเพียร เสริมด้วยศีล การไม่เสพสิ่งเสพติด
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ใช้ภาวะนากสิน 6 เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ เสริมด้วยศีล ไม่ยึดเอาถือเอา
5.
วิจิกิจฉา ใช้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน (พิจารณาธาตุ 4) หรือ อานาปานสติ เพื่อละความสงสัย เสริมด้วยศีล การไม่พูดเท็จ

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 16 ปีศาจเสื้อเหลือง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 16 ปีศาจเสื้อเหลือง
ปีศาจเสื้อเหลือง  (黃袍怪) อาศัยในถ้ำคลื่นจันทร์ (波月洞) ที่ภูเขาอั้วจื้อซัว(碗子山) ภายในอาณาจักรแห่ง เป่าเซี่ยงก๊ก  (寶象國 ทรัพย์สมบัติ) เดิมเขาเป็หนึ่งในดาวฤกษ์ทั้ง 28 ชื่อ ดาวกุยแซ (奎木狼) เขาไปตกหลุมรักนางฟ้าเง็กหนึง (玉女) ที่อยู่บนสวรรค์ ฝ่ายหญิงมาจุติบนโลก ชื่อ แป๊ะฮ่องเซียว (百花羞) เป็นเจ้าหญิงไป่แห่งเมืองเป่าเซี่ยง (Baoxiang ทรัพย์สมบัติ) เขาจึงหนีจากสวรรค์ลงมาบนโลก ทำให้เขากลายมาเป็นปีศาจเสื้อเหลือง หรืออึ้งเพ้าไต้ฮ่อง(黃袍怪) แล้วไปลักพาตัวเจ้าหญิงไป เพื่อข่มขืนแล้วอยู่กินกับเธอ และมีลูกด้วยกัน 2 คน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ตอนเริ่มเรื่อง เขาก็จับพระถังได้ เนื่องจาก โป๊ยก่ายแอบไปหลับและซัวเจ๋งไปตามโป๊ยก่าย ทำให้พระถังอยู่คนเดียวในป่า ศิษย์ทั้งคู่พยายามไปช่วยพระถัง แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถสู้กับปีศาจได้ จึงต้องกลับไปขอร้อง เห้งเจีย แม้ว่าเห้งเจียจะมาสู้เองก็ไม่สามารถปราบได้ ต้องไปขอร้องเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อเง็กเซียนรู้เรื่อง ก็ตรวจดูพบว่าดาวหายไป 1 ดวงเหลือเพียง 27 เท่านั้น จึงให้ดาวทั้ง 27 ภาวนาเรียกตัวขึ้นมาบนสวรรค์กลับมารับโทษเป็นผู้รักษาเตาหลอมของ ไท้เสียงเหล่ากุง (太上老君)

  (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)
เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะเดินทางมายังป่าแห่งหนึ่ง คณะยังไม่ได้กินอะไรเลย พระถังซำจั๋ง จึงให้โป๊ยก่ายไปบิณฑบาตร เมื่อโป๊ยก่าย ออกไปแต่กลับไปแอบหลับ พอพระถังซำจั๋ง เห็นว่าโป๊ยก่ายหายไปนาน จึงให้ซัวเจ๋งไปตามหา พระถังซำจั๋งเมื่ออยู่คนเดียว ก็เดินไปรอบๆ  สายตามองไปเห็นเจดีย์และอารามจึงเดินเข้าไปเพื่อหวังนมัสการ แต่เมื่อเข้าไปกลับไปเจอปีศาจยักษ์
ปีศาจจึงสั่งให้บริวารจับพระถังมัดแล้วเอากลับไปยังถ้ำคลื่นจันทร์ เมื่อซัวเจ๋งไปพบกับโป๊ยก่าย ก็ต่อว่าโป๊ยก่ายว่า ที่มาหลับนอนทำให้เสียงานเสียการ ระหว่างนั้น ศิษย์ทั้งสองก็กลับมาไม่เห็นพระอาจารย์จึงออกตามหา  เมื่อมาถึงเจดีย์ก็เข้าไป ก็พบกับปีศาจ “อึ่งเพ้าไต้อ๋อง” หรือ ปีศาจเสื้อเหลือง  (黃袍怪) ปีศาจก็บอกว่า ข้าทำบุญเลี้ยงอาหารทุกวัน หากทั้งคู่ไม่รังเกียจก็เชิญมาทานอาหารด้วยกัน แต่โป๊ยก่าย กับซัวเจ๋งไม่ฟังเสียง เข้ารุมสู้ทันที แต่ไม่รู้แพ้รู้ชนะกัน
กลับมาที่ภายในถ้ำ มีหญิงสาวคนหนึ่ง เดินเข้ามาพบพระถังถูกมัด จึงได้แก้เชือกให้ แล้วบอกกับพระถังว่า ตัวข้าไม่ใช่ปีศาจ แต่เดิมเป็นเจ้าหญิงอยู่เมืองเป่าเซี่ยงก๊ก  (寶象國 ทรัพย์สมบัติ) แต่ปีศาจได้จับตัวข้ามาข่มขืนเป็นภรรยาปีศาจ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คนชาย1 หญิง1 แต่ไม่เคยได้ส่งข่าวให้บิดาเลย และได้ถามว่าพระถังจะเดินทางไปไหน เมื่อทราบเรื่องว่าจะต้องผ่านเมืองของบิดา จึงได้เขียนจดหมายแล้วฝากพระถังไปแจ้งข่าวให้บิดาแล้ว ก๋งจู๊ (ชื่อแปลว่า น่ารักกว่าดอกไม้ ) ก็มาหน้าถ้ำเห็นกำลังสู้รบกันอยู่ ก็เรียกสามีมาบอกว่า ก่อนแต่งได้อธิฐานต่อหน้าพระว่า “ชาตินี้ขอให้ได้สามีที่แสนดี จะทำบุญใหญ่ถวาย ครั้งนี้ข้าได้ท่านอึ้งเพ้าเป็นสามีที่แสนดี เมื่อครู่ข้านอนฝันว่า มีพระท่านมาทวงคำอธิฐานในครั้งนั้น ตื่นมาข้าเห็นพระภิกษุท่านหนึ่งถูกมัด ข้าจึงมาขอให้ท่านสามีช่วยปล่อยพระภิกษุไปเพื่อแก้คำอธิฐานให้ข้า ท่านเห็นสมควรหรือไม่”

อึ้งเพ้าไต๋อ๋องนั้นเป็นคนรักเมียมาก ได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “ต้องสงสัยไปใยเล่า ตามแต่ภรรยาจะประสงค์เถอะ” แล้วปีศาจก็เรียก ซัวเจ๋งกับโป๊ยก่ายมาบอกว่า “ข้าไม่ได้แพ้พวกเจ้านะ แต่เมียข้าปล่อยอาจารย์เจ้าไปแล้วอยู่หลังถ้ำ พวกเจ้าไปรับอาจารย์ที่หลังถ้ำเถอะ"

เมื่อคณะรวมกันได้อีกครั้งก็เดินทางมาถึงเมือง เป่าเซียงก๊ก ที่มีความวิจิตรพิศดารมาก เมื่อมาถึงก็ยื่นหนังสือของพระเจ้าถังไท้จง เพื่อขอเฝ้าเจ้าเมืองทันที และได้ไต่ถามเรื่องลูกสาวของเจ้าเมืองที่ถูกปีศาจลักพาไป 13 ปีก่อน พร้อมกับยื่นจดหมายที่ลูกสาวฝากให้ท่านเจ้าเมือง ภายนอกจดหมายเขียนว่า “ความสุข” ภายในจดหมายเขียนว่า “ข้าถูกปีศาจจับไปเมื่อ 13 ปีก่อนในคืนวันเพ็ญ เดือน 8ทำให้ข้าไม่สามารถตอบแทนบุญคุณท่าน จึงขอให้ท่านส่งทหารมาปราบปีศาจ เพื่อช่วยเหลือข้าจากปีศาจ” เมื่อเจ้าเมืองอ่านจบก็น้ำตาไหล และประกาศขออาสาจากเหล่าขุนนาง เหล่าขุนนางตอบกลับว่า "พวกข้าแม้จะฝึกยุทธ์ และตำราพิชัยสงคราม มามากมาย ก็ไม่สามารถนำไปปราบปีศาจได้ จึงขอให้ท่านผู้วิเศษคือ พระถังผู้มีบุญญาธิการช่วยไปปราบแทนด้วยเถอะ" พระถังจึงบอกว่า ข้ามาถึงที่นี่ได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของศิษย์สองคน
เจ้าเมืองจึงรับสั่งให้ศิษย์ทั้งสองไปช่วยปราบปีศาจแล้วจะตอบแทนรางวัลให้ ซัวเจ๋ง และโป๊ยก่ายจึงรีบเหาะไปถ้ำของปีศาจ แล้วเข้าสู้รบกับปีศาจเสื้อเหลืองทันที แต่ว่า ทั้งสองสู้ไม่ได้  โป๊ยก่ายนั้นหนีออกมาก่อน ทำให้ซัวเจ๋งพลาดท่าโดนจับมัดตัวไว้ที่ถ้ำของปีศาจ

ปีศาจเสื้อเหลือง สงสัยว่า ทำไมทั้งสองจึงกลับมาสู้รบอีก เพราะปล่อยตัวพระถังไปแล้ว โดยสงสัยในตัวภรรยา จึงเดินไปถามว่า นางแพศยา ภรรยาจึงถามกลับว่า "โกรธเรื่องอะไร" ปีศาจจึงตอบว่า ตั้งแต่ข้านำตัวเจ้ามาที่นี่ เจ้าอยากได้อะไรข้าไปนำมาให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเสื้อผ้า ทรัพย์สิน เงินทอง แม้แต่มงกุฎทองที่เจ้าสวม แต่ในใจเจ้าคิดถึงแต่พ่อแม่ ไม่คิดถึงข้าเลย วันนี้ เจ้าปล่อยพระถังไป ฝากจดหมายไปบอกพระราชารึเปล่า ภรรยาก็แกล้งเฉไฉ ปีศาจจึงบอกว่า ข้าจับพยานได้หนึ่งคนข้าจะไปถามไถ่ดู พูดจบก็จิกหัวนางลากไปต่อหน้าซัวเจ๋ง แล้วถามกับซัวเจ๋งว่า “ที่กลับมารนหาที่ตายอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ข้าปล่อยไปรอบหนึ่ง เพราะภรรยาข้าแอบส่งจดหมายให้เจ้าเมืองใช่หรือไม่”  ซัวเจ๋งนั้นเห็นนางกำลังโดนทรมานก็เข้าใจทันที จึงแกล้งตอบไปว่า “อาจารย์ข้าไปเห็นรูปในวัง เห็นว่าหน้าตาเหมือนนางจึงถามเจ้าเมืองว่า นี่ใครกัน จึงรู้ความ เจ้าจะฆ่าข้าก็รีบฆ่าข้าเสีย อย่าเสียเวลาไปฆ่านางผู้ซึ่งซื่อสัตย์ เลย”

ปีศาจเสื้อเหลืองได้ยินดังนั้น ก็รีบยกนางขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ แล้วก็ขอโทษขอโพยภรรยาสุดที่รักทันที แล้วพูดว่า “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ข้าโมโหขึ้นมาทีไรขาดสติทุกที ขอภรรยาจงอภัยให้ข้าด้วย” พูดจบก็จัดโต๊ะเลี้ยงอาหารและสุราทันที แล้วบอกกับภรรยาว่า “พระถังอยู่ที่วังในเมือง ข้าต้องการไปเยี่ยมพ่อตา (เจ้าเมือง)”  ภรรยาบอกว่า “อย่าไปเลยรูปร่างหน้าตาท่านไปแล้ว บิดาข้ามีแต่จะกลัวท่าน” ปีศาจเสื้อเหลืองจึงแปลงกายเป็นหนุ่มรูปงาม ภรรยาเห็นดังนั้น ก็กล่าวเตือนว่า “หากท่านดื่มสุรา ท่านจะกลับคืนร่างนะให้ระวังเรื่องนี้ด้วย  แล้วก็อนุญาตให้ปีศาจเสื้อเหลืองไปเยี่ยมพ่อตา”

เมื่อเข้าเมืองมา ก็ขอเข้าเฝ้าเจ้าเมืองทันที เพราะเขาคือ ลูกเขยคนที่สาม เจ้าเมืองอดใจไม่ได้จึงถามไถ่ว่า “ทำไมเจ้าถึงบอกว่า เจ้าเป็นลูกเขยข้า”  ปีศาจที่ปลอมมาจึงทูลเท็จว่า “เมื่อ 13 ปีก่อน ข้าเห็นเสือคาบลูกสาวท่านมา จึงได้จับปีศาจเสือขังไว้ แล้วอยู่กินกับลูกสาวท่าน แต่ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าสู้หน้าท่าน จึงปล่อยเเรื่องนี้ให้เนิ่นนาน แต่วันก่อน เสือที่ข้าจับไว้นั้นได้หลุดออกมา ได้ข่าวว่า มันปลอมตัวเป็นพระอ้างว่ามาจากเมืองถัง พูดจบก็เสกให้พระถังเป็นเสือ
เจ้าเมืองเห็นดังนั้น จึงสั่งลูกน้องจับพระถังที่เป็นเสือไปขังไว้ในกรง ม้าขาวทนไม่ไหว จึงแปลงร่างเป็นมังกรหนีออกมาแล้วแปลงเป็นหญิงแอบไปลอบฆ่าปีศาจ แต่ปีศาจรู้ทัน ฟันไปที่หญิง ต้องรีบแปลงร่างกลับเป็นมังกรหนีลงน้ำ ก่อนที่จะแปลงกลับมาเป็นม้าอีกครั้ง

โป๊ยก่ายกลับเข้าเมืองก็เห็นว่า ซัวเจ๋ง ถูกปีศาจจับ ม้าขาวก็ถูกทำร้ายเจียนตาย พระถังก็ถูกขัง โป๊ยก่ายจึงร้องไห้เสียใจมาก จึงตัดสินใจเหาะไปหา เห้งเจีย ที่ถ้ำม่านน้ำ แล้วก็เล่าเรื่องให้เห้งเจียฟัง เห้งเจียรีบออกตัวว่า “ข้าไม่สามารถไปช่วยได้เพราะท่านอาจารย์สั่งไว้” โป๊ยก่าย ไหวพริบดี รีบชิงบอกว่า ที่ท่านเคยบอกว่า “หากเจอปีศาจ ให้อ้างชื่อท่าน แต่ปีศาจตนนี้ เมื่อข้าอ้างชื่อท่านไป มันกลับบอกว่าจะจับลิงมาต้มกิน” เห้งเจียโมโหมาก รีบเหาะมากับโป๊ยก่ายไปที่ถ้ำของปีศาจ เจอแต่ภรรยา จึงปลดมัดซัวเจ๋ง โดยภรรยาบอกว่า ปีศาจตนนี้มีอิทธิฤทธิ์มากเพราะมียาวิเศษที่อมไว้ในปาก 

เห้งเจียคิดแผนได้ ไล่ให้ศิษย์น้องสองคนกลับไปก่อนพร้อมกับจับลูกของทั้งคู่กลับไปที่เมือง ระหว่างนั้น ปีศาจกินเหล้าในวังเลยแปลงร่างกลับเป็นปีศาจ โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งไปเห็นเข้าก็จับทุ่มเด็กจนเสียชีวิตทั้งคู่   ปีศาจเห็นก็ตกใจแล้วรีบกลับมาที่ถ้ำ ก็พบว่า เมียรักนอนสลบอยู่ จึงเอายาวิเศษในปากมาวนทั่วตัว เมื่อนางฟื้นก็บอกว่า โป๊ยก่าย มาช่วยซัวเจ๋งไปแล้ว  พอปีศาจเผลอ ภรรยาก็เอายาวิเศษเข้าปาก แล้วเผยตัวว่าเป็นเห้งเจียแปลงตัวมา เมื่อทั้งคู่เจอกัน ปีศาจก็ร้องว่า “เคยเจอกันที่ไหนมาก่อน” เห้งเจียไม่สนใจก็เข้าต่อสู้ แต่ปีศาจรีบหนีไปหลบซ่อน เห้งเจียได้ยินว่าเคยเจอกันมาก่อนจึงสงสัย ว่าแล้วก็ขึ้นไปบนสวรรค์ไปถามไถ่ที่มาของปีศาจตนนี้ เมื่อทูลถามเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ได้ความว่า เดิมเป็นดาวกุยแซ 1ใน 28 ดาวฤกษ์  จึงได้ให้ดาวทั้ง 27 ช่วยกันภาวนาเรียกกลับขึ้นมารับโทษ เมื่อดาวทั้ง 27 ช่วยกันภาวนา ดาวกุยแซก็จำต้องขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อรับโทษ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงถามว่า อยู่บนสวรรค์บรมสุข แต่ทำไมจึงลงไปจุติเป็นปีศาจ ดาวกุยแซจึงตอบว่า เดิมข้าสมัครใจผูกพันธ์กับนางฟ้าเง็กนึ้ง ข้ากลัวทำให้สวรรค์มัวหมอง เมื่อเห็นนางลงไปจุติเป็นนางก๋งจู๊ ลูกสาวเจ้าเมือง ข้าจึงแปลงกายเป็นปีศาจไปลักพาตัวนางมา บัดนี้ข้าโดนจับได้ข้าขอยอมรับโทษทั้งหมด เง็กเซียนฮ่องเต้จึงได้ถอดยศดาวกุยแซออก แล้วส่งไปอยู่กับไท้เสียงเหล่ากุง โดยให้ไปคอยสุมไฟเอาคุณไถ่โทษ

เมื่อปราบปีศาจสำเร็จ เห้งเจียก็มาช่วยพระถัง เมื่อเห้งเจียพบอาจารย์ก็กล่าวว่า “เพราะความใจดีของท่าน ทำให้ท่านต้องเป็นเช่นนี้”  โป๊ยก่าย จึงกล่าวว่า “อย่าซ้ำเติมท่านอาจารย์เลย” เห้งเจีย จึงต่อว่า “พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลอาจารย์ก็ดูแลต่อไป ข้าจะกลับละ” ซัวเจ๋งรีบกราบ เห้งเจีย แล้วบอกว่า “ไม่เห็นแก่พระสงฆ์ก็เห็นแก่พระโพธิสัตว์เถอะ ข้าขอร้องท่านพี่ละ”  เห้งเจียจึงพรมน้ำมนต์ให้อาจารย์กลับร่างเป็นคน เมื่อพระถังออกมาจากกรงได้ก็กล่าวขอโทษเห้งเจีย แล้วคืนนั้น ทั้งหมดก็เลี้ยงฉลองกัน แล้วออกเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม 
ผู้แต่ง แสดงให้เห็นว่า เมื่อขาดปัญญา(เห้งเจีย) การเดินทางไปสู่นิพพานก็ยากที่จะสำเร็จ อย่างไรก็ดี ตอนนี้ ผู้แต่ง เน้นไปที่เรื่องของ “ความสุข” โดยในพระไตรปิฎกนั้น ได้แยกความสุขเป็นหลายอย่าง

ต้นเรื่องนั้น อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น มาลักพาตัวนางก๊กจู๋ไปเป็นเมีย ในคืนวันเพ็ญ เดือน 8 (วันอาสาฬหบูชา วันที่มีพระสงฆ์ครั้งแรกในพุทธศาสนา) นั่นเป็นการเปรียบเปรยเรื่องการบวช กับ การครองเรือน ที่พระพุทธเจ้า กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เปรียบ ความสุขของคฤหัสถ์ (ผู้ครองเรือน) ยังด้อยกว่า ความสุขของการบวช

ต่อมากล่าวว่า ความสุขที่มีกิเลส(หรืออาสวะ กิเลสระดับหมักหมมจนเข้าเป็นสันดาน) นั้น ด้อยกว่า ความสุขที่ปราศจากกิเลส (หรือ อาสวะ) ในตอนนี้ผู้แต่งจงใจให้ อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น เป็นตัวแทนของ ความสุขที่เจืออาสวะ  (กามสุข) เพราะเขานั้นหลงรักนางฟ้าตั้งแต่อยู่บนสวรรค์ตามลงมายังโลกเพื่อข่มขืนนาง โดยกามสุขระดับกิเลสนั้น ศีล (โป๊ยก่าย) ก็น่าจะชนะได้ แต่ เพราะเป็นกิเลสระดับ อาสวะ ศีลจึงยากที่จะระงับอาสวะได้ ขณะที่หากใช้ ปัญญา (เห้งเจีย) เพ่งพิจารณาให้ดี แม้จะสามารถชนะได้ แต่ก็ชนะได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะกามสุขระดับอาสวะนั้นสามารถหลบซ่อนในจิตได้ตลอดเวลา โดยในพระไตรปิฎกนั้นเปรียบเทียบความสุขขั้นสูงนั้น ต้องเป็นระดับฌาณ 1-4 เพื่อละกิเลสและอาสวะได้ทั้งหมด

ขณะที่ให้ภรรยาของ อึ้งเพ้าไต้อ๋องนั้น เปรียบเสมือน ความสุขที่ปราศจากกิเลส นั่นคือ ความสุขที่ได้ทำบุญถวายโดยการปล่อยตัวพระถังไป ขณะที่เปรียบ เจ้าเมืองที่ร่ำรวย แม้จะมีราชวังมากมาย มีลูกน้องนับพัน แต่ก็ไม่มีความสุข (ลูกสาวที่เป็นตัวแทนของความสุข ไม่อยู่) ขณะที่ ข้าราชการในเมืองก็ยอมรับว่าความรู้ทางโลก (ไม่ว่าจะวิชายุทธ์หรือพิชัยสงคราม) ไม่สามารถกำจัด กามสุข ได้

นอกจากนี้ ลูกของกามสุข ทั้งสองคนนั้น เป็นชาย1 และหญิง 1  ที่เปรียบเสมือนชายหนุ่มหญิงสาว ทั่วโลกที่ยังคงเสพติดในกามสุขอยู่นั่นเอง โดยกามสุขระดับกิเลส นั้น โป๊ยก่าย( ศีล) ก็สามารถฆ่าได้  นั่นคือ โป๊ยก่ายจับลูกทั้งสองทุ่มตาย

ความสุข นั้นถือเป็น เจตสิก คือ การปรุงแต่งของจิต โดยต้องพิจารณาว่า ความสุขนั้นเกิดจากกิเลส (โลภโกรธหลง) หรืออาสวะ หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ความสุขที่ปราศจากกิเลส จะเป็นไปทางกุศล ที่มักจะมีส่วนประกอบของปัญญาด้วย เช่น ความสุขจากการทำทาน(ก๊กจู๊)  ศีล ภาวนา (ลูกสาวเจ้าเมืองอีก 2 คน) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การเสพติดอารมณ์นั้น จะทำให้เราตกเป็นทาสของอารมณ์โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราต้องมี สัมมาทิฐิ (แนวคิดที่ถูกต้อง) และ (สัมมาสังกัปปะ ความนึกคิดที่ถูกต้อง เป็น 1 ในมรรค 8 ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การไม่คิดเกี่ยวกับโลภ พยาบาท เบียดเบียน) โดยสิ่งที่ตรงข้าม จะเป็น มิจฉาสังกัปปะ

โดยแนวคิดที่ถูกต้อง นั่นจะต้องเป็นแนวคิดที่ปลอดโปร่ง มีอิสระ ไม่มีทั้งความชอบใจ ไม่ยึดติด ไม่มีความชอบใจหรือไม่ชอบใจ นั่นคือ การใช้ปัญญาในทางที่ถูกต้อง

ในพระไตรปิฎกนั้น เปรียบเทียบความสุขไว้ดังนี้
(เช่นเดิมผมย่อมาให้อ่านเข้าใจง่าย ใครสนใจควรหาฉบับเต็มอ่านนะครับ)
ความสุขของคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) ย่อมด้อยกว่า ความสุขที่เกิดจากบรรพชา
กามสุข  ย่อมด้อยกว่า เนกขัมมสุข (การบวช)
สุขเจือกิเลส ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่เจือกิเลส
สุขที่มีอาสวะ (กิเลสระดับสันดาน) ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่มีอาสวะ
สุขที่อิงอามิส ย่อมด้อยกว่า สุขที่ไม่อิงอามิส (สิ่งล่อ)
สุขของปุถุชน ย่อมด้อยกว่า สุขของอริยเจ้า
กายิกสุข ย่อมด้อยกว่า เจตสิกสุข
สุขอันเกิดจากฌาณ 1 ที่ยังมีปิติ ย่อมด้อยกว่า สุขอันเกิดจากฌาณ 1 ที่ไม่มีปิติ
สุขอันเกิดจากความยินดี ย่อมด้อยกว่า สุขอันเกิดจากความวางเฉย
สุขอันไม่ถึงสมาธิ ย่อมด้อยกว่า สุขอันเข้าถึงสมาธิ       

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 15 ปีศาจกระดูกขาว

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 15 ปีศาจกระดูกขาว
นางปีศาจกระดูกขาว (白骨精 แปลว่า จิตกระดูกขาว) เป็นปีศาจที่ต้องการจะกินเนื้อของ พระถังซัมจั๋ง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่ตาย นางจึงออกอุบายด้วยการปลอมตัวอยู่หลายหน ครั้งแรกแปลงกายเป็นหญิงสาวมามอบผลไม้อาบยาพิษให้ พระถังซัมจั๋ง และลูกศิษย์ เห้งเจีย รู้ว่านางคือปีศาจ เขาจึงใช้กระบองหยู่อี้ฟาดไปที่หัวปีศาจ แต่ปีศาจถอดร่างทิ้งศพแล้วหนีไป ทุกคนมองว่า เห้งเจียทำเกินกว่าเหตุ  นางปีศาจรีบแปลงกายเป็นหญิงชรามาหลอกอีกครั้ง แต่ เห้งเจีย ก็จับผิดนางได้อีก ตีนางตายเป็นครั้งที่ 2 ทุกคนต่างโกรธ เห้งเจีย มากที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์สองครั้งติดกัน นางปีศาจไม่ละความพยายาม กลับมาอีกครั้ง หนนี้นางแปลงกายมาเป็นชายชรามา เห้งเจีย เห็นจึงฆ่าปีศาจตนนี้จนตาย เพื่อให้นางคืนร่างเดิม เพื่อให้ทุกคนเห็นธาตุแท้ว่า นาง คือ ปีศาจกระดูกขาว ทำให้พระถังซัมจั๋ง รอดจากการถูกกินมาได้

แต่ทุกคนกลับเชื่อว่า เห้งเจีย ใช้คาถาเสกให้ศพกลายเป็นกองกระดูก ทำให้พระถังนั้น ตำหนิ เห้งเจีย และภาวนาบีบศีรษะไล่เห้งเจียไป  ทำให้ เห้งเจีย เสียใจและกลับไปที่ถ้ำ ฮัวกั่วซาน แล้วคณะก็เดินทางต่อ
                    (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)
เนื้อเรื่องไซอิ๋ว
คณะออกเดินทางมาซักพัก พระถังก็สั่งเห้งเจียว่า อาตมาเริ่มหิวแล้ว เจ้าจงไปบิณฑบาตให้ด้วย เห้งเจียก็เหาะขึ้นไปแลเห็นลูกพลับก็เหาะไปเก็บมาให้ ทันใดนั้นก็มีปีศาจตนหนึ่ง ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า จะมีพระภิกษุเดินทางไปไซที ซึ่งเป็นกิมเสียนโพธิสัตว์ได้บวชมา 10 ชาติกลับชาติมาเกิด หากใครได้ทานเนื้อพระถังแล้วอายุจะยืนยาว กำลังผ่านหุบเขานี้ ปีศาจครุ่นคิด หากเข้าไปจับตรงๆ ก็จะไม่สามารถฝ่าด่านลูกศิษย์ทั้ง 3 ได้แน่นอน จึงออกอุบาย แปลงตัวเป็น หญิงสาวสวยถืออาหารและผลไม้มาถวาย

พระถังก็ถามไถ่ว่า โยมมีเหตุอันใดจึงมาถวายทาน ปีศาจปลอม จึงบอกว่า นี่เป็นภูเขา จั่วฮ่วยทู้เป็ด ยอดเขาเรียกว่า แปะเอ้าเนี้ย ครอบครัวข้า บิดา มารดา และข้าล้วนเป็นคนใจบุญ วันนี้ข้าได้พบพระอาจารย์นับว่ามีบุญจึงได้นำอาหารมาถวายแด่ท่าน

โป๊ยก่าย เห็นอาจารย์ลังเล จึงเข้าไปแย่งอาหารมาเพื่อรีบกินอาหาร แต่ทันใดนั้น เห้งเจีย กลับมาพอดี เสกกระบองฟาดไปที่หัวของปีศาจ ทำให้พระถังตกใจมาก เห้งเจีย บอกว่า อาจารย์ นี่มันเป็นปีศาจเจ้าเล่ห์แปลงกายมา แต่พระถังไม่เห็นด้วย เห้งเจียจึงประชดว่า เพราะท่านเห็นว่าเป็นสาวสวย หากท่านสนใจใยไม่วิวาห์แล้วยกเลิกการเดินทาง ข้าจะได้กลับไปถ้ำของข้า พระถังทั้งอายทั้งโกรธต่อคำพูดของเห้งเจีย ปีศาจตัวนี้ก็อาศัยที่คณะกำลังถกเถียง แปลงกายถอดร่างกลายเป็นลมหนีออกไปทิ้งศพไว้ เห้งเจีย ชี้ไปที่อาหารที่สาวนั้นนำมาถวาย ก็พบ มีแต่หนอน ไส้เดือน กิ้งกือเต็มไปหมด

แต่โป๊ยก่ายที่ยังโกรธเห้งเจีย จึงพูดว่า ศิษย์พี่กลัวอาจารย์จะลงโทษ เลยรีบเสกคาถาให้อาหารกลายเป็นสิ่งโสโครก หญิงสาวเป็นเพียงชาวนา ใยศิษย์พี่ต้องว่าเขาเป็นปีศาจด้วย พระถังก็ภาวนามนตร์บีบศีรษะเห้งเจีย  แล้วกล่าวว่า ต่อไปนี้ข้ากับเจ้าขาดกัน ข้าไม่อาจเอาเจ้าเป็นศิษย์ได้อีก เห้งเจียร้องทรมานมาก พร้อมกับกราบขอร้องอาจารย์ว่า ไม่ให้ข้าไปไซที ท่านจะไปไม่ถึงไซทีนะ พระถังตอบกลับว่า ชีวิตข้าขึ้นอยู่กับฟ้าดิน ใยต้องให้เจ้าต้องช่วยพ้นความตาย  เห้งเจียกราบอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า อาจารย์ข้าผิดไปแล้ว ข้ากลับไปไม่ได้ เพราะข้ายังไม่ได้ทดแทนบุญคุณท่าน พระถังจึงถามว่า เจ้าติดหนี้บุญคุณอะไรข้า เห้งเจีย ตอบกลับว่า ครั้้นเก่า ข้าไปอาละวาดบนสวรรค์ โดนลงโทษเอาภูเขาทับไว้ทรมานมาก ได้อาจารย์มาช่วยให้พ้นทุกข์ แต่ข้ายังไม่ตอบแทนบุญคุณท่าน คนทั่วไปรู้เข้า จะก่นด่าสาบแช่งข้าตราบชั่วฟ้า ขอพระอาจารย์โปรดเมตตาข้าสักครั้ง พระถังได้ยินดังนั้น จึงสงสารและยกโทษให้

ปีศาจที่แอบหนีไปได้ก็ยังตามอยู่ห่างๆ และคิดว่า พระถังกำลังข้ามเขตของตนออกไป จึงรีบคิดอุบายอีกครั้ง ครั้งนี้แปลงเป็นหญิงแก่อายุ 80 ปี พร้อมเดินร้องไห้มา โป๊ยก่ายเห็นเข้า จึงได้แจ้งพระถังว่า แย่แล้ว มียายแก่เดินมาสงสัยจะมาตามหาลูกสาวเป็นแน่ เห้งเจีย มองไปทางหญิงแก่แล้วกล่าวว่า จะเป็นไปได้อย่างไร หญิงที่เพิ่งตายอายุแค่ 18 แต่ยายแก่นี่อายุประมาณ 80 แสดงว่า ยายนี่มีลูกตอน 60 มันเป็นปีศาจปลอมตัวมาแน่นอน พูดจบ เห้งเจีย ก็เดินนำหน้าไปขวางทางยายแก่ พร้อมรีบคว้ากระบองออกมาฟาดไปที่ยายแก่ ปีศาจก็รีบถอดร่างหนีออกไปได้อีกครั้ง

พระถังตกใจอีกครั้้ง พร้อมกับภาวนาคาถาบีบหัวเห้งเจียทันที แล้วพูดว่า ข้าสั่งสอนอะไรไปเจ้าก็ไม่เชื่อฟัง เห้งเจียร้องทรมานมาก พร้อมกับกล่าวว่า อาจารย์ไม่เห็นเหรอ นี่มันปีศาจ พระถังบอกว่า พูดจาเหลวไหล ปีศาจอะไรจะมากมายเพียงนี้ เห้งเจีย รีบกล่าวว่า เดิมข้าเป็นใหญ่ในถ้ำมีลูกน้องมากมาย แต่เมื่อตามอาจารย์มาก็มีห่วงรัดหัว หากข้ากลับไปพร้อมห่วง ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อาจารย์ปล่อยข้าไปก็ได้ แต่ช่วยถอดห่วงที่ศีรษะให้ก่อน พระถังนั้น มีแต่คาถารัดห่วงไม่มีคาถาถอดห่วง จึงใจอ่อน ยอมยกโทษให้อีกครั้ง

ปีศาจเห็นว่า คณะเดินทางอีกนิดเดียวก็จะหลุดพ้นเขตแดนไปแล้ว จึงรีบแปลงกายเป็นตาเฒ่า พร้อมห่วงประคำ ปากท่องภาวนา พระถังเห็นจึงสรรเสริญว่า คนหมู่บ้านนี้เป็นคนใจบุญ ขนาดออกเดินทางยังภาวนาเจริญสมาธิ  แต่โป๊ยก่าย พูดดักคอว่า ภัยกำลังมา ท่านอาจารย์ ตาเฒ่านี้สงสัยจะเป็นพ่อและผัวของคนที่เราเพิ่งตีตายไปแน่แท้

เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็รีบเดินไปที่ตาเฒ่าทันที แล้วก็ถามว่า ตาเฒ่า เจ้าจะไปไหน จะมาล่อลวงพวกเราเหรอ คงหลอกได้แต่คนอื่น แล้ว เห้งเจีย ก็คิดว่า ปีศาจตนนี้มาหลอก 2 ครั้งแล้วทำให้เราเจ็บปวด 2 ครั้ง ครั้งนี้ต้องตีให้ตาย เพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมกับเรียกเทพารักษ์ และเทวดามาเป็นพยานด้วย แล้วเห้งเจียก็หยิบกระบองมาตีจนตาย พระถังเห็นก็ตกใจอีกครั้ง ส่วนโป๊ยก่ายก็หัวเราะ ศิษย์พี่ฝีมือดีจริงๆ ครึ่งวันตีคนตายไป 3 คน

เห้งเจียรีบห้ามพระถังว่า อย่าเพิ่งภาวนา ให้รีบมาดูปีศาจ ว่า เพิ่งตายแท้ๆ ทำไมเหลือแต่กระดูก ปีศาจตนนี้ร้ายนัก ต้องตีให้ตายจีงกลับร่างเดิม เรียกว่า แปะกุ๊ดฮูหยิน (ไม้อกไก่) พระถังมาดูใกล้ๆ ก็เชื่อ แต่โป๊ยก่าย รีบพูดว่า ศิษย์พี่ กลัวท่านอาจารย์ภาวนา จึงรีบเสกคาถาให้ศพกลายเป็นกองกระดูก พระถังได้ยินดังนั้น จึงภาวนาอีกครั้ง พร้อมกับบอกว่า เห้งเจีย เจ้าไปเถอะ ข้าสั่งสอนเจ้าไม่ได้อีกแล้ว คนดีเปรียบเสมือน ต้นหญ้า แม้ทำน้อยแต่นานไปก็ย่อมสูงขึ้น คนชั่วเปรียบเสมือนหินลับมีด นานไปมีแต่สึกหรอลง นี่วันเดียวเจ้าฆ่าคนไป 3 คน สันดานเจ้าดุร้ายมากไม่คิดละพยศ เราจะผ่อนผันได้อย่างไรเล่า เจ้าจงรีบไปจากข้าโดยเร็ว

เห้งเจียนั้น เสียใจมากที่อาจารย์ไปฟังคำสอพลอของโป๊ยก่าย แล้วกราบอาจารย์อีกครั้งพร้อมกับเอ่ยว่า นับจากวันที่ข้าคำนับท่านเป็นอาจารย์ ข้าก็ช่วยท่านปราบปีศาจมากมาย ช่วยจับโป๊ยก่าย ช่วยซัวเจ๋งให้พ้นทุกข์ มาวันนี้ ท่านฟังคำสอพลอยุแยงให้ท่านโกรธข้า หากยามท่านใดเจอปีศาจ โป๊ยก่ายไม่สามารถสู้ได้ ข้าก็ยังช่วยท่านได้

พระถังได้ยินก็ยิ่งโกรธมาก ไปหยิบกระดาษมาเขียนสัญญาว่า ต่อไปนี้ข้าจะไม่ใช้เจ้าอีกต่อไป แล้วก็ถามเห้งเจียว่า หรือจะให้ข้าปฎิญาณก็ได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่ถอดใจ และกล่าวว่า ขออาจารย์นั่งลงเถอะ ข้าขอกราบลาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย แต่พระถังหันหลังให้ และกล่าวว่า ข้าเป็นสมณะ ไม่เหมาะที่จะรับไหว้จากคนหยาบช้า เห้งเจียจึงดึงขนมาเสกเป็นตนเองอีก 3 คน กราบลาทุกทิศ  และกล่าวว่า ข้าขอลาจากท่าน แล้วก็เหาะกลับมาที่ถ้ำ พร้อมกับร้องไห้กลับมาตลอดทาง

เมื่อกลับมาที่ถ้ำ ก็ถามไถ่ลิงน้อยว่า ลิงหายไปไหนหมด ลิงบอกว่า โดนนายพรานจับไปกินบ้าง จับไปเล่นละครบ้าง ทำให้ลิงที่เหลือต้องหลบซ่อนตัว พูดไม่ทันจบ ก็มีนายพรานนับร้อยมาที่ถ้ำ เห้งเจียก็เสกคาถาพายุฆ่านายพรานตายหมด พร้อมกับพูดว่า จริงอย่างที่พระอาจารย์ว่า ทำความดีนับพันวัน ยังไม่ค่อยจะพอ แต่ทำความชั่วเพียงวันเดียว ความชั่วกลับมากมายเหลือเกิน ข้าฆ่าปีศาจ 3 ตัวท่านว่า ข้าดุร้าย วันนี้เราทำเวรกรรม ฆ่าชีวิตไปมาก พูดเสร็จ ก็ให้ลูกลิงทั้งหลายทำความสะอาดถ้ำ ตั้งธง พร้อมกับประกาศว่า วันนี้ข้ากลับมาแล้ว พร้อมอิทธิฤทธิ์มากมาย จะขอตั้งตัวเป็นซีเทียนไต้เซียนดังเดิม

ปริศนาธรรม
สิ่งลวงใจปิดบังปัญญาไม่ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ไซอิ๋ว ตอนนี้พูดถึงเรื่อง การหลอกลวง โดยนางปีศาจกระดูกขาว นั้น ปลอมมาเป็น หญิงสาวหน้าตาสวย ใช้ราคะเพื่อหลอกล่อ ต่อมาปลอมเป็นหญิงแก่ร้องไห้ ใช้ความสงสารมาหลอกล่อ สุดท้ายปลอมเป็นผู้ถือศีล ใช้ความน่าเชื่อถือ มาหลอกล่อ

นั่นคือ การหลอกลวง นั้นเข้ามาได้หลายรูปแบบ จึงพึงใช้ปัญญา (เห้งเจีย) เพ่งพิจารณาให้มาก

อีกประเด็นสำคัญของผู้แต่งไซอิ๋วนั้น จงใจพูดถึงการประจบสอพลอของ โป๊ยก่าย ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ก็เปรียบการประจบประแจง เสมือน การหลอกลวง เช่นกัน เพราะพระถังมีการกล่าวอ้างถึงต้นอ้อ ด้วย และยังมีเห้งเจียที่ใจยังกระด้าง ที่จะไปไม่ถึงไซที (นิพพาน) ดังพระสูตร กุหนาสูตร บทที่ 1 นกุหนาสูตร บทที่ 1 และ 2 (ผมย่อให้อ่านง่าย หากใครสนใจพระสูตรฉบับเต็มต้องหาอ่านจากที่อื่นนะครับ)

นั่นคือ กุหนาสูตร บทที่ 1 ( กุ แปลว่า หลอกลวง โกหก จึงเป็นพระสูตรว่าด้วยเรื่องการหลอกลวง)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดเป็นผู้หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง ประกอบด้วยกิเลสอันปรากฏดุจเขา มีกิเลสดุจไม้อ้อสูงขึ้น มีใจไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเรา ภิกษุเหล่านั้นปราศไปแล้วจากธรรมวินัยนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ไม่หลอกลวง ไม่ประจบประแจง เป็นนักปราชญ์ มีใจไม่กระด้าง มีใจตั้งมั่นดี ภิกษุเหล่านั้นแลเป็นผู้นับถือเรา ไม่ปราศไปแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ฯ

นกุหนาสูตรที่ 1 และ 2
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ ภิกษุไม่อยู่ประพฤติเพื่อจะหลอกลวงชน ไม่อยู่ประพฤติเพื่อประจบคน ไม่อยู่ประพฤติเพื่ออานิสงส์ คือ ลาภ สักการะ ความสรรเสริญ ไม่อยู่ประพฤติด้วยคิดว่า ชนจงรู้จักเราด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่แท้พรหมจรรย์นี้ ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติเพื่อการสำรวมและเพื่อการละ ฯ

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงพรหมจรรย์เครื่องกำจัดจัญไร อันเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง คือ นิพพาน เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ ทางนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีประโยชน์ใหญ่ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงดำเนินไปแล้ว ชนเหล่าใดๆ ย่อมปฏิบัติพรหมจรรย์นั้น ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ชนเหล่านั้นๆ ผู้กระทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา จักกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 14 ผลไม้อายุยืน (人參果)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 14 ผลไม้อายุยืน (人參果)
(ระหว่างอ่านปริศนาธรรม ระกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)

เซียน ติ้นหวนจื้อ (เต่งง้วงไต่(鎮元大仙)) ผู้เป็นอมตะ เป็นเซียนที่อาศัยอยู่ที่ วัดบนภูเขาอายุยืน (萬壽山) โดยในวัดเขามีของวิเศษคือ ต้นไม้ ยิ่นเซียมก๊วย(Ginseng-fruit (人參果) ที่จะออกผลไม้รูปร่างเหมือนเด็กทารก  30 ลูกทุกๆ 9000 ปี เมื่อได้ดมกลิ่นอายุจะยืนขึ้น 360 ปี และเมื่อได้กินอายุจะยืนถึง 47000 ปี โดยเซียนท่านนี้ได้ออกเดินทางไปฟังธรรมบนสวรรค์ แต่ฝากเด็กรับใช้ 2 คน คือ เซ่งฮอง (ลมบริสุทธิ์ (清風)) และ เม้งง้วย (แสงจันทร์ (明月)  ว่า ถ้าพระถังมา ให้ถวายผลแก่พระถัง 2 ผล แต่พระถังอิดออดไม่กิน เพราะรูปร่างเหมือนเด็กทารก เด็กรับใช้จึงกินเข้าไปเอง ต่อมา โป๊ยก่ายหิว จึงได้บอกกับ เห้งเจีย ให้ไปขโมยผลไม้มา 3 ผล เผื่อแผ่ให้พี่น้อง คนละใบ เด็กรับใช้ 2 คนก็กล่าวหา เห้งเจีย ว่า เห้งเจีย เป็นขโมย

เห้งเจียโกรธอย่างมาก ได้ถอนต้นไม้ทิ้ง ก่อนที่จะหลบหนีออกมา เมื่อท่านเซียนกลับมาก็จับตัวทั้งหมดไว้ เห้งเจียเลยต้องหลบหนีไปขอความช่วยเหลือ พระกวนอิม ท่านกลับมาช่วยปลูกต้นไม้สำเร็จ  ทำให้เซียนใจเย็นลงและเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเห้งเจีย และให้ผลไม้แก่คณะทุกคนก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะเดินทางมาถึงเขาสูงเทียมฟ้า ก็เห็นอารามที่ยอดสูง และมีต้นไม้งาม พระถังก็พูดขึ้นว่า เดินทางมายาวนาน นี่น่าจะถึงเขตวัดลุ่ยอิมยี่แล้วนะ (ที่อยู่ของพระยูไล) เห้งเจียตอบกลับว่า ยังอยู่อีกไกลครับ ถ้าน้องสองคนก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 วันก็ถึง ส่วนข้าวันหนึ่งเดินทางไปกลับได้ 10 รอบ แต่ถ้าเป็นพระอาจารย์ก็อย่าเพิ่งคิดเลย  พระอาจารย์จึงถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะถึงกันเล่า เห้งเจียตอบกลับว่า หากสันดานจิตไม่ผ่องใส เกิดจนตาย 1000 รอบก็ไปไม่ถึง แต่หากจิตผ่องใส ชั่วหายใจก็ถึงแล้ว
เมื่อเดินทางมาถึงอาราม ก็พบป้ายบอกว่า ภูเขานี้ชื่อ บ้วนซิ่วซัว  เป็นที่อยู่ของเซียนลัทธิเต๋า ชื่อ ติ้นหวนจื้อ โดยมีต้นไม้วิเศษอยู่ต้นหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับโลกที่ยังไม่แบ่งฟ้าดิน ชื่อ ยิ่มเซียมก๊วย ที่ออกผลไม้รูปเด็กครั้งละ 30 ผล  3000 ปีจึงจะออกดอก 3000 ปีจึงจะออกผล และอีก 3000 ปีผลไม้ถึงจะสุก หากใครได้ดมกลิ่นจะมีอายุยืนขึ้น360 ปี และหากใครได้กินจะมีอายุยืน 47000 ปี แต่เนื่องจาก ท่านเซียนได้พาลูกศิษย์ 48 คนออกไปฟังเทศน์ บนสวรรค์  แต่ก่อนไปได้สั่งให้ลูกศิษย์ 2 คน คือ เซงฮอง (อายุ 1320 ปี) และเม้งง้วย (อายุ 1200ปี) ว่า วันพรุ่งนี้จะมีพระถังและคณะจะเดินทางมาถึง ให้เชิญคณะเข้ามาพัก และต้อนรับ รวมถึงสั่งให้ไปเก็บผล ยิ่นเซียม บนต้นมา 2 ผลเพื่อนำมาถวายแด่พระถัง

เมื่อคณะเดินทางมาถึง ลูกศิษย์ทั้ง 2 ก็ออกมาต้อนรับ โดยเชิญมานั่งกินน้ำชา ได้เล่าที่มาของอารามแห่งนี้ว่า บูชาเพียงฟ้าดิน พรหมและเทวดา รวมถึงดวงดาว อาจารย์ข้าไม่ขอบูชาเพราะเป็นเพื่อนกันหมด และได้ขอตัวไปเก็บผลไม้วิเศษ มามอบให้แก่พระถัง แล้วพูดว่า วัดนี้ไม่มีอะไรจะถวายท่าน อาจารย์ข้าจึงให้นำผลไม้มาถวายแด่ท่าน นิมนต์ท่านฉันเพื่อให้อายุยืนยาว แต่พระถังนั้นไม่กล้ากินเพราะรูปร่างเหมือนเด็กทารก และปฎิเสธไป ทำให้ศิษย์ทั้ง 2 คนเห็นว่า ปล่อยไว้ผลไม้จะเสียเพราะผลไม้นี้มีอายุน้อยมาก จึงมาแบ่งกันกินเอง
โป๊ยก่ายนั้นเห็นผลไม้ก็เกิดอยากกินเพราะหิว จึงชักชวน เห้งเจีย ให้ไปเด็ดผลไม้กินกัน เด็ดมา 4 ผล ผลหนึ่งตกลงพื้นหายไป อีก 3 ผลนำมาแบ่งกินกันคนละผล ลูกศิษย์ทั้ง 2 คนของเซียน เห็นว่า ผลไม้หาย จึงได้เข้าไปหาพระถัง และ ด่าหยาบคายใส่พระถัง พระถังสงสัยว่า ท่านทั้งสองร้อนใจอะไร  เมื่อทั้งสองบอกว่า ท่านไม่ทานผลไม้ แต่ลูกศิษย์ของท่านขโมยกินผลไม้ ช่างทำตัวน่าเกลียด


พระถังจึงเรียกลูกศิษย์ทั้งหมดมาไต่ถาม แต่ทั้งหมดปฎิเสธ พระถังจึงบอกว่า เราเป็นคนถือศีล อย่าพูดโป้ปด อย่ากินของคนอื่น แม้หากกินแล้วก็ขอขมาลาโทษเพื่อให้พ้นผิด เห้งเจีย จึงได้ยอมรับว่า ขโมยมา 3 ผล ลูกศิษย์ของเซียนก็แย้งทันทีว่า ท่านทุศีลได้อย่างไร ผลไม้หายไป 4 ผล แต่ท่านมาบอกว่า กินไปเพียง 3 ผล แล้วก็ด่าทอหยาบคาย เห้งเจียได้ยินก็โมโหมาก ตะโกนกลับไปว่า งั้นข้าจะโค่นต้นไม้เสียให้สิ้น จะได้ไม่มีใครได้กินมันอีก จึงได้แปลงกายออกไปใช้ไม้พลองฟาดเข้าที่ต้นไม้แล้วถอนต้นไม้ทิ้งเสีย

เมื่อลูกศิษย์ทั้ง 2 ออกมาเห็นต้นไม้ก็ตกใจ และวางแผนขังคณะทั้งหมดไว้ในห้อง รออาจารย์กลับมา พระถังนั้น เรียก เห้งเจีย มาต่อว่า เห้งเจีย เจ้าไปไหนมีแต่เรื่อง วันนี้ลักผลไม้มากิน แถมยังโค่นต้นไม้เขาอีก เจ้าจะทำตัวแย่ไปถึงไหน แต่ตกดึก เห้งเจีย ก็สะเดาะกุญแจหนีออกมาทั้งหมด

เมื่อท่านเซียนกลับมาก็ถามไถ่ลูกศิษย์ก็ได้ความ เซียนจึงรีบเหาะไปตามพระถังกับคณะ เมื่อพบเจอก็แปลงกายเป็นคนแก่ถือศีลเข้าไปถามไถ่ว่า ท่านเดินผ่านมาทางนี้ได้แวะพักที่ภูเขาหรือไม่ เห้งเจียรีบตอบทันที ข้าเดินมาตามทางใหญ่มิได้แวะพักที่ใดเลย  ท่านเซียนได้ยินดังนั้น ก็ตวาดไปทันที หากพวกเจ้าไม่ได้แวะ แล้วลิงตัวไหนมันแวะไปลักผลไม้และยังโค่นต้นไม้ของข้า ยังมีหน้ามาโกหกข้าอีก  เห้งเจีย ได้ยินก็ชักกระบองขึ้นมาหมายจะฟาดท่านเซียน แต่ท่านเซียนหลบ แล้วหยิบถุงวิเศษรวบเอาทั้งคณะเข้าไปในถุง โดยเมื่อเซียนจับคณะกลับมาที่อารามก็วางแผนลงโทษโดยเฉพาะพระถัง ฐานที่เป็นอาจารย์ไม่ดูแลศิษย์ให้ดี ทำให้เห้งเจีย เจรจาขออาสาไปหาของวิเศษมาฟื้นคืนต้นไม้วิเศษ แทน

ครั้งแรกพบซัมแซทั้ง 3 แม้จะรู้จักกับท่านเซียน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่อาสาจะไปช่วยพูดให้ ต่อมาเห้งเจียไปพบกับตังอวยตี้กุน และยังได้พบกับ เทวดาชื่อ ตังฮอวงเซาะ ก็ไม่สามารถช่วยได้ เหาะไปเจอเทวดาชื่อ กิ้วเล้า ก็ไม่สามารถช่วยได้
จนต้องไปหาพระกวนอิมอีกครั้ง พระกวนอิมจึงเสด็จมาที่ต้นไม้แล้วพรมน้ำมนต์ที่มือของเห้งเจีย แล้วให้เห้งเจียค่อยๆประคองต้นไม้ขึ้นมา ต่อมาต้นไม้ก็กลับฟื้นคืน จนท่านเซียนดีใจ และผูกมิตรกับพระถังและลูกศิษย์ รวมถึงยังได้สาบานเป็นพี่น้องกับเห้งเจียอีกด้วย รุ่งเช้าคณะก็ออกเดินทางต่อ

ปริศนาธรรม
ตอนนี้จะมี 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ผู้เขียนจงใจเปรียบเทียบลัทธิเต๋า ที่มีเป้าหมายคือ การมีอายุยืน (ไม่อยากตาย) การเป็นเซียน รวมถึง การล้อเลียนเรื่อง ยาอายุวัฒนะ (ในอดีตมีการเล่นแร่แปรธาตุด้วยการใส่ทอง ปรอท ตะกั่วลงไปด้วย) และ การบูชาดวงดาว รวมถึงการนับถือฟ้าดิน อีกด้วย ขณะที่ศาสนาพุทธจะเน้นไปที่การนิพพาน (ความตาย) เป็นหลัก โดยศิษย์รับใช้ 2 ได้กล่าวเรื่องนี้ว่า วัตถุประสงค์คนละอย่างนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ รวมถึง ได้นำผลมาให้พระถังแต่พระถังปฎิเสธ นั่นคือ ศาสนาพุทธนั้นมองเรื่องอายุยืนไม่ใช่สาระสำคัญ

2. ผลไม้ที่ออกผล ครั้งละ 30 ลูก และ นานถึง 9000 ปี จึงจะออกผลครั้งหนึ่ง เปรียบเสมือน พระบารมีธรรม 30 ทัศ (ธรรมที่นำไปให้ถึงฝั่งพระนิพพาน) ที่พระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ 30 อย่าง พระบารมีธรรมนั้นมิใช่จะบำเพ็ญเพียง 20-30 ชาติเท่านั้น แต่ต้องบำเพ็ญเป็นเวลายาวนานหลายอสงไขย ต้องบำเพ็ญบารมีนับชาติไม่ได้

นอกจากนี้ หากต้องการปลูกต้นไม้นี้ เทวดา หรือใครก็ไม่สามารถช่วยได้ ต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น เปรียบเสมือนเห้งเจีย ที่ไปหาเทวดาคนไหนก็ช่วยไม่ได้ และ พระกวนอิม ได้พรมน้ำมนต์ที่มือของเห้งเจีย แต่เห้งเจียต้องประคองต้นไม้ขึ้นมาเอง

 พระบารมีธรรม 30 ทัศ มีรายละเอียด ดังนี้
บารมี 1-10 จัดเป็น บารมีระดับธรรมดา
1. ทานบารมี  การเสียสละทรัพย์สิน เงินทอง
2. ศีลบารมี  การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
3. เนกขัมมบารมี (การออกบวช)
4.ปัญญาบารมี
5. วิริยบารมี
6.ขันติบารมี
7.สัจบารมี (รักษาวาจา)
8.อธิษฐานบารมี (การตั้งจิต)
9.เมตตาบารมี
10.อุเบกขาบารมี (การวางเฉย)

บารมี 11-20 จัดเป็นบารมีระดับปานกลาง
11. ทานอุปบารมี
12. ศีลอุปบารมี
13.เนกขัมมอุปบารมี
14.ปัญญาอุปบารมี
15. วิริยอุปบารมี
16.ขันติอุปบารมี
17.สัจอุปบารมี
18.อธิษฐานอุปบารมี
19.เมตตาอุปบารมี
20.อุเบกขาอุปบารมี

บารมี 21-30 จัดเป็นบารมีระดับอุกฤษ์สูงสุด
21.ทานปรมัตถบารมี (ระดับการเสียสละระดับชีวิต เพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น)
22. ศีลมัตถบารมี  (การรักษาศีลระดับที่ต้องเสียสละชีวิต เพื่อแลกมา)
23. เนกขัมมปรมัตถบารมี (การเสียสละชีวิตเพื่อการออกบวช)
24. ปัญญาปรมัตถบารมี
25.วิริยปรมัตถบารมี
26.ขันติปรมัตถบารมี
27.สัจปรมัตถบารมี
28.อธิษฐานปรมัตถบารมี
29.เมตตาปรมัตถบารมี
30.อุเบกขาปรมัตถบารมี

ยกตัวอย่าง การให้ทาน ระดับธรรมดา คือการให้ทรัพย์สมบัติ  ระดับที่ 2 คือการบริจาคอวัยวะ และระดับอุกฤษ์ คือ การบริจาคร่างกาย

นอกจากนี้ ผู้แต่งเรื่อง ได้ให้ เห้งเจีย(ปัญญา) โป๊ยก่าย (ศีล) และซัวเจ๋ง(สมาธิ)  ได้กินคนละผล ก็เนื่องจาก ทั้ง 3 มีอยู่ในพระธรรมบารมีแล้ว เปรียบเสมือนได้ บำเพ็ญบารมีจนได้มาแล้ว 3 ผลนั่นเอง

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 13 บ้านเศรษฐีนีม่าย

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 13 บ้านเศรษฐีนีม่าย
เนื้อเรื่องไซอิ๋ว
คณะเดินทางต่อไป เดินทางมาเจอไร่ขนาดใหญ่ และบ้านคฤหาสน์หลังใหญ่ จึงเดินเข้าไปเพื่อขอพัก 1 คืน เมื่อเข้าไปในคฤหาสน์ก็พบกับ เศรษฐีนี หน้าตาสะสวยผู้หนึ่ง  เมื่อนางเห็นพระถังเข้ามา ก็ถามไถ่ว่า ท่านจะเดินทางไปไหน พระถังตอบกลับไปว่า คณะของข้ามีภาระกิจที่ยิ่งใหญ่คือ การเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ไซที(อินเดีย)

นางจึงได้กล่าวว่า ข้าอายุมากแล้ว สามีก็มาด่วนตายจาก ทิ้งสมบัติไว้มากมาย อยู่กับลูกสาว 3 คน ตนก็กำลังหาสามีให้ลูกสาว เศรษฐีนีจึงเอ่ยปาก ขอลูกศิษย์ท่าน 1 คน ให้เป็นสามีของลูกสาวเราได้หรือไม่ โดยกล่าวเป็นกลอนว่า  ชุดผ้าแพรสีมีมากมาย ที่ดินข้ามีมากมาย ทรัพย์สมบัติก็เหลือจะใช้ ภัตตาอาหารและเหล้ายาก็มากมีเหลือจะกิน ยิ่งเคล้านารียิ่งสุขขี คณะของท่านอยู่นี่ย่อมสุขสบาย ท่านจะเดินทางไปไซทีให้ลำบากทำไม

พระถังจึงตอบกลับเป็นกลอนกลับไปว่า ทรัพย์สินเงินทองมีแต่ทำให้จิตเศร้าหมอง ผู้ทรงศีลอยู่ท่ามกลางอิสรตรี ย่อมเหมือนอยู่ท่ามกลางปีศาจ เมื่อเสียชีวิตไป ทรัพย์สมบัติก็นำติดตัวไปไม่ได้ เราจึงมุ่งมั่นไปไซที และลูกศิษย์ทั้งหมดก็ตอบปฎิเสธ รวมถึงโป๊ยก่าย ที่กล่าวว่า ข้าทิ้งภรรยามา เพื่อจะมาหาภรรยาใหม่ มันดูไม่งาม..

เศรษฐีนีโกรธมาก จึงตะโกนว่า ข้าอุตส่าห์หวังดี จะยกทรัพย์สมบัติให้ แถมอยากผูกความสัมพันธ์เครือญาติกับท่าน แต่ท่านเอาเรื่องความตายมาพูดใส่ ไม่มีมรรยาทเอาซะเลย  จึงปิดประตูใส่ ไม่มีแม้แต่อาหาร หรือน้ำชา และให้คณะไปนอนใต้ต้นไม้แทน โป๊ยก่ายนั้นน้อยใจอาจารย์ว่า ทำไมไปตอบแบบหักหาญน้ำใจเช่นนั้น ทำให้แม้แต่อาหารก็ไม่มีกิน แถมคืนนี้ต้องนอนใต้ต้นไม้อีก
ตกดึก โป๊ยก่ายแกลังพาม้าขาวไปกินหญ้า แต่เขากลับทิ้งม้า แล้ว มุ่งตรงไปยังหลังบ้านของเศรษฐีนี ก็พบเศรษฐีนีและลูกกสาวทั้ง 3 คนซึ่งทุกคนสวยราวนางฟ้า โป๊ยก่าย จึงเอ่ยกับ เศรษฐีนีว่า หากไม่รังเกียจ ปากยื่น หูกางของข้า ข้ารับเป็นเจ้าบ่าวให้ลูกสาวท่านเอง  แม่ม่ายจึงตอบกลับว่า ดีงั้นเรามาให้สวรรค์ตัดสินดีกว่าว่า ลูกสาวข้าคนไหนจะได้ท่านเป็นเจ้าบ่าว  เรามาเล่นเกมเสี่ยงทายดีกว่า  โดยการเอาผ้าคลุมหน้าท่านไว้  หากท่านจับได้ใคร คนนั้นเป็นเจ้าสาวของท่าน เมื่อโป๊ยก่ายหยอกล้อกับนางทั้ง 3 โดยการเล่นเอาผ้าคลุมหัว ทันใดนั้น โป๊ยก่าย ก็ถูกจับมัดทันที และถูกนำตัวไปแขวนไว้บนต้นไม้  ตื่นเช้ามา เมื่อคณะได้ยินเสียงโป๊ยก่าย จึงเข้าไปดู แล้วก็ช่วยเหลือลงมา

พร้อมกับพบกระดาษที่แปะติดไว้ที่ม้า ระบุเป็นกลอนว่า  หนึ่งคือ พระโพธิสัตว์ผู่เสียน หนึ่งคือ พระโพธิสัตว์เหวินซู และหนึ่งคือ เจ้าแม่เขาไท่ซาน คือ ลูกสาวของเศรษฐีนี อีกหนึ่งคือ พระกวนอิม เป็นเศรษฐีนี การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ นั้นยากลำบากมาก แต่หาก โป๊ยก่าย ยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ การเดินทางจะยิ่งยากลำบากมากขึ้น โป๊ยก่ายต้องปรับปรุงตัวให้มาก

เมื่อทั้งหมดได้อ่านข้อความ ก็พระถังก็กราบไหว้พระโพธิสัตว์ และตำหนิโป๊ยก่าย ก่อนออกเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนนี้เป็นการทดสอบทางธรรมชาติ ในเรื่องทั้งความโลภ และราคะ ในจิตซึ่งมักจะเข้ามาก่อกวนจิตเราอย่างสม่ำเสมอ โดยเรื่องความโลภหรือความอยากนั้นได้กล่าวไปแล้ว ในบทความก่อนหน้านี้ บทความนี้จึงขอเน้นไปที่เรื่องของ กามราคะ (ความจริงแล้ว กิเลสทั้ง 3 คือ โลภ โกรธ หลง (ตัณหาราคะ) นั้น ราคะคือ สิ่งที่กำจัดยากที่สุด และมักเป็นกิเลส ตัวสุดท้ายที่จะสามาระละได้)

เปรียบดังสิ่งเสพติดทั้งปวง นั้นหากจิตคิดอยากเลิก นั้นก็สามารถเลิกได้ทันที แต่ กามราคะนั้นเลิกยาก เพราะเป็นความต้องการระดับสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ซึ่งมันจะคอยเข้ามากวนจิตใจเราอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ กามราคะนั้น เปรียบเสมือนสิ่งที่จะเข้ามาย้อมจิตของเราให้เศร้าหมอง เพราะมันเกิดจากการปรุงแต่งจิต สิ่งสวยงามที่เห็นและสัมผัสได้นั้น ดูเป็นสิ่งสวยงาม แลดูสะอาดตา แต่ความจริงนั้น เป็นรูปที่ชั่วช้า สกปรก เปรียบดัง อสุภ (ซากศพ)

สมาธินั้นก็สามารถตั้งมั่นแห่งจิตได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ต้องใช้ปัญญาช่วย (พระพุทธเจ้าตอบในพระสูตรว่า ฉลาดในฌาณ)

โดยตอนที่แล้ว ได้อธิบายว่า สมาธิที่ใช้อุบายกรรมฐาน เพื่อลด ละกิเลส ด้านราคะนั้นคือ อสุภกรรมฐาน โดยพิจารณาส่วนที่ไม่สวยไม่งาม นั่นคือ ใช้ปัญญาเพื่่อ เพ่งพิจารณาให้เห็นโทษของมันมากกว่า เพราะกามราคะจะก่อให้เกิดทุกข์ และพิจารณาความเป็นจริงของราคะ ก็จะพบว่า มันคือสิ่งที่อยู่ใต้ผิวหนังนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งโสโครก เน่าเหม็นเท่านั้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องพยายามอยู่ให้ห่าง จากกามราคะ เพราะราคะนั้นเกิดขึ้นสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้น จิตของเราจะไปร่วมมือกับราคะเพื่อปรุงแต่งจิตกับกามราคะนั้นๆ ด้วย  (ราคะในที่นี้จะรวมทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์จากจิตด้วย)

นั่นเปรียบเสมือน กับที่เห้งเจีย(ปัญญา) และซัวเจ๋ง (สมาธิ) นั้นได้ช่วยโป๊ยก่าย (ศีล) ลงมาจากต้นไม้

สัมมาปริพพาชนิยสูตร พระสูตรบนนี้จะตรงกับ ไซอิ๋วตอนนี้มากที่สุด ขอสรุปสั้นๆ ดังนี้
(พระสูตรนี้ ยาวมาก ขอแปลแบบย่อๆ หากผิดพลาดต้องขออภัย และหากสงสัยรบกวนหาอ่านฉบับเต็ม)
เทวดาถามพระพุทธเจ้าว่า ผู้มีปัญญามาก สามารถถึงฝั่งพระนิพพานแล้ว ท่านบรรเทาราคะได้อย่างไร

 พระพุทธเจ้า ตอบ
พระภิกษุใด สามารถลดละเลิกกิเลสได้ ทั้งมนุษย์และเทวดา ย่อมตรัสรู้ธรรมแล้ว
พระภิกษุใด สามารถสิ้นอาสวะ(กิเลสที่ติดอยู่ในสันดาน) อันเป็นธรรมชาติแห่งราคะ โดยไม่ต้องพยายามแล้ว มีจิตตั้งมั่นแล้ว ภิกษุท่านนั้นย่อมเห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฐิ(ความคิด ความเห็น) ในสัตว์
พระภิกษุใด หากสามารถดับสังขาร (แปลว่า ความคิดที่ปรุงแต่งจิต)ได้ จะต้องมีความชำนาญในธรรม และฉลาดในฌาณ
พระภิกษุใด สามารถรู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย ภิกษุนั้น ตรัสรู้ธรรม เห็นการละอาสวะ(กิเลสระดับรากลึก) เป็นนิพพาน ไม่ข้องอยู่ในภพไหน เพราะสิ้นอุปธิ (กิเลสและกรรม) ทั้งปวง
เทวดาจึงตอบกลับว่า เห็นสมควรเช่นนั้น