แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศกาลจีน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

กระดาษเงินกระดาษทอง

กระดาษเงินกระดาษทอง

ประวัติที่มาของการเผา กระดาษเงิน กระดาษทอง แท้ที่จริงเริ่มมาจากรัชสมัย พระเจ้าลังไท่จง (พ.ศ. 1170-1193) แห่งราชวงศ์ถัง ที่พระองค์ส่งเสริมให้มีการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ก็คือ ตอนที่ครองราชย์ใหม่ ๆ ด้วยทรงเป็นห่วง เกรงว่าบ้านเมืองจะไม่สงบเรียบร้อย อัครเสนาบดีเว่ยเจิงจึงถวายแผนการว่า ขอให้พระองค์ทรงทำเป็นว่าป่วยหนักแล้ววิญญาณได้ไปท่องเที่ยวในนรก และได้ถูกพวกผีเปรตมากมายห้อมล้อม วิงวอนให้พระองค์ทรงโปรดสงเคราะห์ช่วยเหลือ พระองค์ได้รับปากว่ารอให้กลับเมืองมนุษย์ก่อนแล้วจะหาวิธีส่งเงินทองไปให้พวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้แนะนำส่งเสริมให้ประชาชนเผากระดาษเงินกระดาษทองสงเคราะห์พวกเปรต

โดยเป็นกุศลโลบายของ พระเจ้าล้งไท่จง เพื่อ สนับสนุนให้เกิดอาชีพ สร้างงานให้ประชาชน และ ให้ประะชาชนสำนึกรู้ว่า นรกมีจริง บาปบุญคุณโทษมีจริง เป็นการเตือนสติไม่ให้ประชาชนกระทำผิดกฎหมาย ด้วยเหตุดังกล่าว จึงส่งเสริมการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ประชาชนก็เชื่อคิดว่าเป็นความจริง จึงไม่กล้าทำบาปทำชั่ว บ้านเมืองจึงเกิดความร่มเย็นสงบสุขนับแต่นั้นมา

คนจีนเชื่อกันว่า เมื่อตายไปแล้วจะไปยังอีกภพโลกหนึ่ง เรียกว่า "อิมกัง" ดังนั้นลูกหลานจึงต้องส่งเงินทองไปให้ เพื่อแสดงความกตัญญู ด้วยการไหว้เจ้า แล้วเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ และการไหว้เจ้ายังเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลาน ให้มีความสุขความเจริญ ซึ่งกระดาษเงินกระดาษทองบางแบบใช้ไหว้เจ้า บางแบบใช้ไหว้บรรพบุรุษการเผากระดาษเงินกระดาษทองจะต้องทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้ทุกคนได้เส้นไหว้เสร็จ ก็จะทำการ "เหี่ยม" หรือจบเหนือศีรษะ ระหว่างนี้ให้ทำการอธิฐานขอพรไปด้วย แล้วจึงนำไปเผา เมื่อไฟมอดแล้วจึงไหว้ลา เป็นการเสร็จพิธี

การเผา เครื่องใช้ และ คนใช้
เริ่มขึ้นเมื่อพิธีศพกษัตริย์จิวซีจง(周世宗) พ.ศ.1501 พวกข้าราชการทำกระดาษเงินกระดาษทองเผาถวายแล้วใช้กันสืบมา ส่วนเครื่องกระดาษที่ทำเป็นของใช้และเด็กรับใช้นั้น คงเนื่องจากสมัยโบราณ พวกข้าทาสมักจะถูกนำไปฝังทั้งเป็นกับพิธีฝังศพเจ้านายที่ตนอยู่ด้วย ต่อมา(ก่อนสมัยขงจื๊อ)ประเพณีนี้ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว คงเอาดินปั้นเป็นรูปคนรูปเครื่องใช้ฝังรวมกับศพ ครั้งเมื่อมีกระดาษจึงทำเป็นกระดาษแล้วเผาให้ผู้ตาย

ประเภทของกระดาษเงินกระดาษทอง


กอจี๊ หรือ จี๊จุ้ย เป็นกระดาษเงินกระดาษทองชิ้นใหญ่ มีกระดาษแดงตัดเป็นลายตัวหนังสือว่า "เผ่งอัน" เป็นคำอวยพร แปลว่า โชคดดีใช้สำหรับไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพยดาฟ้าดิน และองค์เทพต่างๆ ปกติจะไหว้คู่กับ กิมเงี้งเต้า

กิมจั้ว หรือ งึ้งจั๊ว หมายถึงกระดาษเงินกระดาษทอง เวลาจะไหว้จะทำเป็นชุด ก่อนไหว้ลูกหลานจ้องนำมาพับเป็นรูปดอกไม้ ใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง 


                                    
กิมเต้า หรือ งึ้งเต้า หรือ ถังเงินถังทอง รูปร่างเป็นเหมือนถังกลมๆ ใช้ไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพยดาฟ้าดิน 


กิมเตี๊ยว คือ แท่งทอง ใช้ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้คนตาย เสมือนว่าเป็นการเผาทรัพย์สมบัติตามไปให้บรรพบุรุษ


ค้อซี คือ กระดาษทอง ก่อนใช้ให้พับเป็นรูปร่างก่อน เช่น พับเป็นเรือ เรียกว่า "เคี้ยวเท่าซี" เชื่อกันว่าการพับเรือ จะให้มูลค่าสูงกว่าการพับอย่างอื่น ใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง รวมทั้งไหว้คนตาย โดยเฉพาะ พิธีทำกงเต๊ก ลูกหลานต้องพับ ค้อซี ให้มากที่สุด 



อิมกังจัวยี่ คือ แบงก์กงเต็กนั่นเอง  ปัจจุบัน มีทั้งแบงค์ ทั้งเหรียญ แล้วก็ยังมีออกมาในรูปแบบ สมาร์ทโฟนกระดาษ กระเป๋าสตางค์ เสื้อผ้า ของใช้ที่ทำจากกระดาษ เสมือนเป็นการจำลองสิ่งของเครื่องใช้ เพื่อไหว้และเผาไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้ใช้บนสรวงสวรรค์

อ่วงแซจิ่ว ใช้ไหว้บรรพบุรุษ โดยเผาให้เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์สำหรับผู้ตาย



เต๋าบ้อเพ้า หรือ เพ้า คือ ชุดของเทพเจ้า คล้ายกับที่คนไทยถวายผ้าห่มพระพุทธรูป มีการทำของเจ้าหลายองค์ เช่น ชุดของเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม พระพุทธ



กิมฮวย เป็นการไหว้เพื่อขอพรจากเทพทุกพระองค์ ในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์จะไหว้คู่กับอั่งติ๋ว ถือว่าเป็นการไหว้เจ้าที่ตี่จู่เอี๋ย กุ๋ยจื๊อบ่อ เทียนโห่วเซี่ยบ้อ กิมกวงเล่าอ๊วงบ้อ ซำเปาฮุกโจ้ว (ซำเสี่ยจู่ฮุก)เทียนตี่แป่บ้อ ฮั่วท้อเซียนซือ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ไท้ส่วยเอี๊ย ส่วนมากการไหว้ด้วย กิมฮวย จะมีการปักบนส้ม และถวายแด่องค์เจ้า เพื่อถือเป็นขององค์เจ้า


ตั้วกิม สำหรับไหว้บรรพบุรุษ  เป็นกระดาษเงินกระดาษทอง ที่ญาติสนิทนำไปไหว้ผู้ตาย ต้องพับเป็นเคียวเท่าซี แต่ห้ามหักท้ายกระดก โดยไหว้ 1 ครั้งมีมากกว่า 48 แผ่นขึ้นไป ต้องมากกว่ากิมจั๋วและอวงแซจี๊ อิมกังจัวยี่ ถือเป็นกระดาษไหว้บรรพบุรุษ และบรรพบุรุษนำไปใช้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองต่อลูกหลานอีกด้วย



ตั้วกิม สำหรับไหว้เจ้าที่ และ เทพเจ้า ต่างๆ เป็นกระดาษเงินกระดาษทองขอบส้ม พับเป็นเคียวเท่าซี่ และมีกระดาษแดงแปะตรงกลาง ใช้ไหว้เจ้าที่ ขอเรื่องความสุข การงานเจริญรุ่งเรืองที่ญาติสนิท

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

เทศกาลจีน : เทศกาลกินเจ หรือ เจียะฉ่าย

เทศกาลกินเจ หรือ เจี๊ยะฉ่าย

คำว่า "เจ" ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายว่า "อุโบสถ"  คำดั้งเดิมจะอ้างอิงจากการรักษาศีล 8 หรืออุโบสถศีล นั่นเอง โดยที่ ในทางพุทธเถววาท จะไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย เราจึงนิยมเรียกการไม่ทานเนื้อสัตว์รวมไปกับการกินเจ

ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ดังนั้นความหมายของคนกินเจ ไม่เพียงแต่ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ คือรักษาศีล 8 ด้วย 


 "การกินเจ" หมายถึง การถือศีลที่ไม่กินของสดคาว ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่เรียกว่า "เจี๊ยะฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว 

ช่วงเวลากินเจ 
ประเพณีกินเจที่ชาวจีนเรียกกันว่า "เก้าอ๊วงเจ" หรือ "กิ้วอ๊วงเจ" แปลว่า "เจเดือน 9" เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย (ตามปฏิทินสากล) โดยคำว่า "เก้าอ๊วง" หรือ "กิ้วอ๊วง" แปลว่า "พระราชา 9 องค์" หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีกินผักกินเจ
                                       
ตำนานการกินเจ เก้าอ๊วงฝ่ายมหายาน 
การกินเจ เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 องค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 องค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 องค์ (หรือ "เก้าอ๊วง") 

ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 องค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 องค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ
ตำนาน การกินเจ เพื่อ ราชวงศ์ซ้อง 
กินเจเพื่อเป็นการบูชา “กษัตริย์เป๊ง” ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้อง ซึ่งได้ฆ่าตัวตายขณะที่เสด็จไปไต้หวัน โดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่

มาถึงตรงนี้ ต้องบอกก่อนว่า  คนจีน ไม่ว่าจะแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง ไม่มีประเพณี กินเจ นะครับ  ดังนั้น การที่บอกว่า คนฮกเกี้ยน เป็นผู้นำไปเผยแพร่นั้น อาจจะไม่ใช่
ตำนาน การกินเจที่ภูเก็ต 
มีคณะงิ้วจากเมืองจีน มาเปิดการแสดงที่อำเภอกะทู้นานเป็นแรมปี บังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้น คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคระบาดก็หาย ชาวกะทู้เกิดความศรัทธาจึงปฏิบัติตาม หลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปี ก็มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับอยากได้พิธีกินเจที่สมบูรณ์แบบตามประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) จากกังไสให้ลอยมาถึงภูเก็ต โดยในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินเจในปัจจุบัน

จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่จัดประเพณีการกินเจอย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ ปี โดยมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก "เจเดือนเก้า" แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน 11 ดังนั้นเทศกาลกินเจที่ภูเก็ตจึงมีขึ้นหลังเทศกาลกินเจทั่ว ๆ ไป

ทำไมเมืองจีนที่เป็นต้นกำเนิดเจียะฉ่ายถึงได้สูญหายไปแล้ว หลายๆคนคงมีคำถาม ในเมื่อเรานำประเพณี พิธีปฏิบัตินี้มาจากเมืองจีน แล้วทำไมที่เมืองจีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดแท้ๆ ถึงไม่มีประเพณีนี้แล้ว เวลาที่คนต่างชาติพูดถึงเจียะฉ่าย พูดถึง vegetarian festival จะต้องนึกถึงเมืองไทย โดยเฉพาะที่ภูเก็ต
ที่เมืองจีน นั้นประเพณีนี้ ได้สูญหายไปแล้ว โดยมี 2 ทฤษฎี คือ
1. ช่วงทศวรรษที่ 60 ได้มีการ "ปฏิวัติวัฒนธรรม" ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการเผาตำราการแสดง ตำราศิลปะ ต่างๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งตำราการปฏิบัติพิธีกรรมเจียะฉ่ายก็ได้ถูกเผาไปด้วยในช่วงเวลานั้น และไม่มีใครกล้าปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ แม้กระทั่งการแสดงงิ้วซึ่งเป็นการแสดงขั้นสูงสุดและเป็นศิลปะประจำชาติยังผิดกฏหมาย นับประสาอะไรกับการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อศาสนาก็ย่อมที่จะไม่มีใครกล้าปฏิบัติ ทำให้เทศกาลเจี๊ยะฉ่ายนั้นสูญหายไปจากประเทศจีน

2. ในอดีต สมาคมลับ หงเหมิน (หรืออั้งยี่ที่คนไทยเรียก) โดยมีอีกชื่อ คือ ซันเห่อฮุ่ย (หรือองค์ 3 Triad) ที่พัฒนามาจาก พรรคฟ้าดิน ที่มุ่งโค่นชิงฟื้นหมิง โดยจุดกำเนิดในตำนานเล่าว่า พระทั้ง 5 ที่หนีจากเหตุการณ์เผาวัดเส้าหลิน ในยุคฮ่องเต้ คังซี

ขณะนั้น ราชวงศ์ชิงเห็นว่า สมาคมหงเหมิน อาจใช้เทศกาลกินเจบังหน้าเพื่อรวบรวมพวกพ้อง ที่มณฑลฮกเกี้ยน ทำให้สั่งยกเลิกเทศกาลกินเจ ทำให้เทศกาลกินเจเสื่อมไปด้วย อย่างไรก็ดี สมาคมหงเหมินยังคงแพร่กระจายไปยังจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะไทยกับมาเลเซียทำให้ โรงเจ บางโรงเจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางที่ยังคงมีการเขียนคำว่า โค่นชิงฟื้นหมิง อยู่ด้วย

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

จีน(BC339-ฟBC278) ชวีหยวน หรือ ฉู่หยวน กับ เทศกาลไหว้บะจ่าง

เทศกาลไหว้บะจ่าง หรือ เทศกาลตวนอู่ 端午节

เริ่มราวเริ่มต้นจาก  ชวีหยวน หรือ ฉู่หยวน ในภาษาจีนกลาง  屈原 (ประมาณก่อน ค.ศ. 339 - 278)

ขุนนางตงฉินและกวีรักชาติ ผู้ทิ้งร่างลงแม่น้ำ มี่หลัวเจียง ด้วยรู้สึกสิ้นหวังกับบ้านเมือง จากนั้นพอชาวบ้านทราบข่าวต่างรู้สึกสูญเสีย พากันทิ้งก้อนข้าวเหนียวห่อใบไผ่ลงน้ำให้ฝูงปลากิน จะได้ไม่ไปกัดกินศพของชวีหยวน


เชื่อกันว่า เทศกาลตวนอู่ หรือเทศกาลบะจ่าง เป็นเทศกาลที่ผู้คนจัดรำลึกถึงชวีหยวน ทว่า จะว่าไปกำเนิดเทศกาลตวนอู่นั้น จากการศึกษาในยุคหลังพบว่า ประเพณีโยนก้อนข้าวเหนียวเพื่อเซ่นไหว้แม่น้ำ หรือ การล่องเรือมังกร มีหลักฐานมาก่อนเรื่องราวของชวีหยวน เรื่องนี้มีหลายสำนวน มีทั้งเรื่อง โกวเจี้ยน ซ้อมเรือมังกร เรื่องของหญิงกตัญญูเฉาเอ๋อร์ แต่ที่ดูจะใกล้เคียงกับเรื่องของชวีหยวน เกิดขึ้นก่อนเรื่องราวของชวีหยวน
นั่นคือ เรื่องของ หวู่ จื่อซวี 伍子胥 จอมทัพแคว้นอู๋ ที่พยายามทักท้วง หวางหวู่ ฟูไช. 吴王夫差 ไม่ให้หลงเสน่ห์ไซซี และให้ หวางหวู่ ฟูชา เข้าตีแคว้นเยว่ ก่อนจะถูกแคว้นเยว่ตี

สุดท้าย หวู่ จื่อซวี กลับถูก หวางหวู่ ฟูไช มอบกระบี่ให้ฆ่าตัวตาย ก่อนปลิดชีพตัวเอง หวู่ จื่อซี สั่งเสียว่าให้ดวงตาของเขาไปแขวนไว้ที่ประตูเมือง เขาอยากจะเห็นทัพแคว้นเยว่ มาถล่มแคว้นหวู่ ด้วยตาตัวเอง
คำสั่งเสียเข้าถึงหู หวางหวู่ ฟูไช ทำให้เขาโกรธมาก สั่งให้นำศพ หวู่ จื่อซวี ไปทิ้งลงแม่น้ำเฉียนถังเจียง 钱塘江 ชาวบ้านต่างพากันนำข้าวเหนียวห่อใบไผ่ทิ้งลงแม่น้ำให้ปลากิน แทนที่จะกัดกินศพของท่านหวู่ แต่กรณีท่านหวู่ จื่อซวี  งมศพขึ้นมาได้แล้วชาวบ้านตั้งศาลที่ริมแม่น้ำนั่นเอง และมีพิธีรำลึกในวันที่ห้าเดือนห้า หรือตวนหวู่เจี๋ยนี่เอง

สันนิษฐานว่า พอเกิดกรณีชวีหยวนแล้ว ชาวบ้านก็ใช้ธรรมเนียมปฏิบัติเดียวกับที่มีผู้ทำพิธีเซ่นไหว้ บวงสรวง หวู่จื่อซวี ภายหลังเรื่องเล่าของชวีหยวน กลับ “ดัง” กว่า เลยกลายเป็นที่มาของเทศกาลบะจ่างแต่ผู้เดียวไปโดยปริยาย

วิวัฒนาการบะจ่าง ยุคแรกใช้ข้าวหลามแทนการห่อ
บะจ่าง หรือ จ้งจื่อ(粽子) ในยุคแรกใช้ข้าวฟ่าง เรียกว่า เจี๋ยวสู่(角黍) คำว่า จ้ง(棕) เดิมใช้อักษร 椶 พจนานุกรมสมัยราชวงศ์ฮั่น ซัวเหวินเจี๋ยจื้อ《説文解字》 อธิบายว่าหมายถึง ข้าวห่อใบอ้อ
ในเอกสารสมัยราชวงศ์ถังชื่อว่า ชูเสวียจี้《初學記》 มีข้อความอธิบายเพิ่มโดยอ้างอิง เอกสารสมัยราชวงศ์เหลียงชื่อ ซวี่ฉีเสียจี้《續齊諧記》ว่า ในวันที่5 เดือน5 คือวันที่ขุนนางภักดีนาม ชวีหยวน โดดน้ำตาย คนเซ่นไหว้ด้วยด้วย เจี๋ยวสู่(角黍) โดยทำอย่างข้าวหลาม คือเอา เจี๋ยวสู่ยัดใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วโยนลงน้ำ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีคนนึงฝันเห็นวิญญาณ ชวีหยวน วิญญาณแจ้งว่า ของเซ่นไหว้ที่โยนลงน้ำโดนงู และ มังกรกิน เวลาเซ่นไหว้ให้เอาใบไผ่ ปิดปากกระบอกไม้ไผ่ ผูกด้วยเชือกสี งูและมังกรจะกลัวไม่กล้ากิน
ภายหลังคนก็ไม่ใช้ข้าวหลาม ขั้นตอนยุ่งยาก ต้องหากระบอกไม้ไผ่ เลยเปลี่ยนมาเป็นเอา ขนมจ้าง หรือ จ้ง(粽) ซึ่งเป็นข้าวห่อด้วยใบหน่อไม้น้ำสำหรับเซ่นไหว้ชวีหยวน ต่อมาจึงใช้ จ้ง ซึ่งเป็น ข้าวห่อใบอ้อ มาเซ่นไหว้แทนใบหน่อไม้น้ำ



-----------------------

ฉู่หยวน เขามา จากเมืองตาน หยาง รัฐฉู่ เขาอ้างว่าเป็น ลูกหลานของ จักรพรรดิ เกาหยาง หนึ่งในห้าจักรพรรดิแห่งยุคโบราณ  เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นจั่ว ตู่ และเป็นเสนาบดีคนสนิทของกษัตริย์แห่งฉู่
ฉู่หยวนได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์หวยแห่งฉู่ และเป็นที่รู้จักในฐานะกวีเอกคนแรกของฉู่ เขาดำรงตำแหน่งเป็นปรมาจารย์แห่งสามตระกูลและมักหารือเรื่องการเมืองกับกษัตริย์หวยแห่งฉู่

เขาเสนอให้แคว้นฉู่ และ แคว้นฉีรวมกันเพื่อต่อต้านแคว้นฉิน และคัดค้านการกระทำของกษัตริย์หวยแห่งฉู่ที่เป็นมิตรกับแคว้นฉิน

หลังจากที่ หวางจ้าวเซียงแห่งฉินจับกุม หวางหวย แห่งฉู่ ฉู่หยวนก็ยังคงช่วยเหลือกษัตริย์ชิงเซียงแห่งฉู่ ต่อ ไป
ใน 293 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ชิงเซียงแห่งฉู่ทรงวางแผนที่จะทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฉินอีกครั้ง ฉู่หยวนตำหนิกษัตริย์ชิงเซียงแห่งฉู่และ จื่อหลานกษัตริย์ชิงเซียงแห่ง ฉู่ทรงพิโรธ ปรมาจารย์ แห่งวัง จิน ชาง กล่าวร้ายฉู่หยวนต่อหน้ากษัตริย์ชิงเซียงแห่งฉู่ ผลก็คือ ฉู่หยวนถูกขับไล่ออกจาก หยิง เมืองหลวงของฉู่ และถูกเนรเทศไปยังเจียงหนานที่ห่างไกลออกไป การเนรเทศครั้งนี้กินเวลานานถึงสิบแปดปี อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะการเนรเทศนี่เองที่ทำให้ฉู่หยวนได้ติดต่อกับผู้คนในระดับล่างของสังคมอย่างกว้างขวาง และยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมพื้นบ้านอันอุดมสมบูรณ์และมีชีวิตชีวาของรัฐฉู่ ส่งผลให้ผลงานชิ้นเอกอมตะอย่าง " หลี่เซา " ถือกำเนิดขึ้น [ 7 ]

ในปีที่ 21 แห่งรัชสมัยของพระเจ้าชิงเซียงแห่งฉู่ (278 ปีก่อนคริสตกาล) ฉินหวู่อาน จุน ไป่ฉีได้นำกองทัพเข้ายึดเมืองอิงตู ทำให้พระเจ้าชิงเซียงแห่งฉู่ต้องย้ายเมืองหลวง แม้ว่าฉู่หยวนจะคิดถึงอิงตูทั้งวันทั้งคืน แต่เขาก็ทุกข์ใจและเศร้าโศกมากเพราะถูกเนรเทศและไม่สามารถกลับไปราชสำนักเพื่อรับใช้ประเทศชาติได้[ 8 ]เมื่อเขามาถึงแม่น้ำแยงซี เขาได้เขียนบทกวี "หวยซ่า" เขาถือหินก้อนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนแล้วกระโดดลงไปในแม่น้ำมิหลัวและเสียชีวิต[ 9 ] ธรรมเนียม การกินจงจี้ ในเทศกาลเรือมังกร ในรุ่น ต่อมา เป็นการระลึกถึงฉู่หยวน