วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 19 เด็กแดง ( 紅孩兒)

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 19 เด็กแดง 紅孩兒)


เด็กแดงคือใคร
หงไหเอ๋อร์ หรือ เด็กแดง (ฮกเกี้ยน จะเรียกว่า อั้งฮั้ยยี้ เป็นลูกขององค์หญิงพัดเหล็กกับราชาปีศาจกระทิง เนื่องจากบำเพ็ญพรตมากว่า 300 ปี จึงมีพละกำลังวิเศษ บิดาจึงให้ไปคอยรักษาภูเขาเพลิงไว้ เด็กแดงจึงมี "เพลิงสมาธิหรือ อัคคีฌาณ (三昧眞火) ทำให้สามารถปล่อยไฟจาก ดวงตา จมูก และปาก โดยไฟที่ออกมามิอาจดับด้วยน้ำได้ ต่อมาสถาปนาเป็นสุธนกุมาร อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโพธิสัตว์กวนอิม

** ในตอนนี้ ซุนหงอคง ได้บวชจากพระถังแล้ว ไ้ด้ชื่อว่า ซุน เห้งเจีย แล้วจึงขอใช้ชื่อ เห้งเจีย  แทนซุนหงอคง**


เนื่อเรื่องในไซอิ๋ว


เนื่อเรื่องในไซอิ๋ว
เห้งเจีย และพรรคพวก เดินทางมาถึง ภูเขาลักแป๊ะลี้จั๊บเพ้าพ้อซัว ก็เจอ เด็กแดง หรือ เด็กผมสามแหยม (อั้งอั้ยยี้ หรือ เซี๊ะเองไต้อ๋องแปลงร่างเป็นเด็กอายุ ขวบถูกมัดห้อยอยู่บนยอดต้นไม้ ร้องขอให้พระถังซ่วย แต่เห้งเจียรู้ทัน แต่พระถังก็ยังสั่งให้เห้งเจียช่วย เด็กแดงเมื่อถูกปลดลงมาก็อ้อนวอนของขี่หลังเห้งเจีย เห้งเจียยอมให้ขี่หลังพักหนึ่งก็รีบจับเด็กแดงฟาดกับพื้น เด็กแดงสู้กันพักหนึ่งก็ดลบันดาลให้พายุหอบเอาพระถังไปเก็บไว้ในถ้ำ เห้งเจียรีบตามไป เพื่อนำพระอาจารย์ของเขากลับมา เด็กแดงไม่เชื่อที่เห้งเจีย กล่าวว่า เขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับราชาปีศาจกระทิง บิดาของเด็กแดง 
 


เห้งเจียก็ท้าอยู่หน้าถ้ำให้ออกมาสู้กัน เด็กแดงโกรธมาก เข็นเกวียนที่บรรจุทั้ง ดิน น้ำ ไฟ เหล็ก และไม้ (ธาตุทั้ง 5 五行 ) ออกมา แล้วก็เริ่มส่งกระแสเพลิงที่มีอานุภาพมากจนขนาดเผาผลาญสวรรค์ได้ เห้งเจียต้องไปขอฝนจากนาคราชแห่งทะเลตะวันออกเพื่อมาดับเพลิงสมาธิของเด็กแดง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะฝนของนาคราชสามารถดับได้แต่เพลิงทั่วไปเท่านั้น เพลิงสมาธิที่เด็กแดงปล่อยมาไม่สามารถดับได้ แถมเด็กแดงยังโกรธมากขึ้นไปอีก เกือบเผาเห้งเจียถึงแก่ความตาย ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังเผา เห้งเจียจึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพระกวนอิม โดยพระกวนอิม ได้เขียนอักษรลงที่ฝ่ามือของเห้งเจีย ว่า บี๊ (แปลว่าเคลิบเคลิ้มและให้เห้งเจียไปสู้กับเด็กแดงต่อ โดยให้ศิษย์เอก ฮุ้ยไฮ้ ไปยืมอาวุธวิเศษจากเจ้าทีกัง 38 อันมา

พระกวนอิมได้อาวุธมา ก็เนรมิตบัลลังก์บัวขึ้นมาจากอาวุธที่ยืมมา เด็กแดงเห็นก็เข้าไปนั่งแล้วทำท่าทางอย่างพระกวนอิม ทันใด บัลลังก์บัวก็เปลี่ยนรูปเป็นดาบเข้าทิ่มแทงเด็กแดง เด็กแดงพยายามดึงดาบเหล่านั้นออก ดาบก็แปรรูปเป็นง้าวโถมเข้าฟันเด็กแดง ได้รับความเจ็บปวดเป็นอันมาก เด็กแดงจึงร้องขอให้พระโพธิสัตว์ปล่อยตน โดยจะยอมเป็นสาวกเพื่อแลกกับการปล่อยตัว พระโพธิสัตว์จึงถอนง้าวออกจากเด็กแดงและรักษาให้ แต่เด็กแดงเมื่อหลุดออกมาได้ กลับพยายามโจมตีพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงโยนมงคลทองซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ซุนหงอคงสวม แต่ได้แยกเป็น ห่วงแล้วเข้ารัดรัดศีรษะของเด็กแดง แขนทั้งสอง และขาทั้งสอง และบีบรัดเข้าเรื่อย ๆ หลังจากที่โพธิสัตว์สังวัธยายมนตร์ชื่อ "โอมมณิปัทเมหูม" (โอมฺ มณิ ปทฺเม หูมฺสร้างทุกขเวทนาให้เด็กแดงเป็นอันมาก เด็กแดงจึงยอมแพ้


ภาพ ลูกศิษย์ พระกวนอิม ที่มีเด็กหัว 3 หย่อม คือ เด็กแดง

เด็กแดงพบว่า ตนไม่อาจถอนมงคลเหล่านี้จากร่างกายไปได้ เห้งเจียเห็นแล้วก็ร้องเยาะชอบใจ เด็กแดงได้ฟังก็ยิ่งโกรธพยายามจะเข้าทำร้ายเห้งเจียอีกรอบ พระโพธิสัตว์จึงสังวัธยายมนตร์นั้นอีก เป็นผลให้มือทั้งสองข้างของเด็กประกบเข้าด้วยกันในท่าประนมอยู่บนอก และไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย บัดนี้ เด็กแดงจึงไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายไปในกิริยาใดได้อีก นอกจาก ผงกศีรษะลงเป็นการวันทา โพธิสัตว์ให้ฉายาเด็กแดงเมื่อออกบวชแล้วว่า "สุทธนะ" (善財) หรือเสี้ยนไทท่งจื่อ

ภาพ พระกวนอิม ที่มีเด็กหัว 3 หย่อมติดตามไปด้วยเสมอ


ปริศนาธรรม เด็กแดง
เด็กแดง เปรียบเสมือน มิจฉาสังกัปปะ โดยมีผม หย่อม เปรียบเสมือน 1.กามสังกัปป์ 2.พยาบาทสังกัปป์ 3.วิหิงสาสังกัปป์์ (เบียดเบียนผู้อื่นแบบคึกคะนองไม่เกี่ยวข้องกับความโลภหรืออื่นใดโดยทั้ง หมายถึง การรับรู้อารมณ์มาล้วนๆ ไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ปล่อยให้เป็นไปตามความรู้สึกนึกคิดล้วนๆ ไม่มีเหตุผลใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย 
เมื่อเด็กแดง ออกจากถ้ำมายืนบนเกวียน นั้น
ยิ่งพยาบาท กลับยิ่งพยาบาท
ยิ่งโกรธ กลับยิ่งโกรธ
ยิ่งกาม กลับยิ่งกาม
ยิ่งคึกคะนอง กลับยิ่งคึกคะนอง

นั่นคือ เป็น มิจฉาสังกัปปะ เต็มที่ 

ทางแก้ของ มิจฉาสังปปะ ในระยะสั้น  การใช้ความเพลินดับชั่วคราว เช่น โกรธใครก็ออกไปดูหนัง ให้เพลินๆ จิตใจผ่องใส ค่อยๆคิด เหมือนกับที่พระกวนอิม เขียนหนังสือว่า เพลิน ให้กับเห้งเจีย

โดยวิธีแก้ ของ มิจฉาสังกัปปะ คือ โยนิโสมนสิการ การทำใจให้คิดให้ละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบสม่ำเสมอ  และการแก้ปัญหานี้ถาวร คือ
 การแวดล้อมและปฎิบัติตาม มงคล 38 ประการ เปรียบเสมือนอาวุธที่ กวนอิม ได้ยืมมาสร้างบังลังค์บัวให้เด็กแดงไปนั่งอยู่ภายใน

มงคล 38 ประการ เช่น การคบหาบัณฑิต การไม่คบคนพาล 
เคารพคนที่ควรเคารพ  การเป็นพหูสูตร รอบรู้ มีวินัย ดูแลบิดามารดา บุตร และภรรยา(หรือสามี) ไม่ประมาทในธรรม ไม่ดื่มสุรา ถ่อมตน เป็นต้น เหล่านี้ช่วยให้มีสติสัมปชัญญะ ได้ 

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 18 ราชสีห์ขนสีฟ้า

ราชสีห์ขนสีฟ้า (獅猁怪 หรือ 青毛獅子) แท้จริงเป็นสิงโตพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์บุ่งซู้ (พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา) เขาขับไล่พระราชาแห่งเมือง โอเกยก๊ก (烏雞國)) แล้วแอบอ้างปลอมตัวเป็น พระราชาอยู่นาน 3 ปี วิญญาณของพระราชาก็ปรากฎในฝันของพระถัง และขอให้พระถังช่วยเหลือ เห้งเจียกับโป๊ยก่ายเลยช่วยดึงศพขึ้นมาจากบ่อนำ้ และใช้ยาวิเศษของ พรหมไท้เสียงเหล่งกง เพื่อนำชีวิตของพระราชากลับคืนมา และเปิดเผยความจริง แต่ปีศาจกลับแปลงกลายเป็นพระถัง ทำให้มีพระถัง 2 คน เห้งเจียออกอุบายว่า ใครเป็นตัวจริงจะต้องร่ายมนตร์บีบศีรษะของเห้งเจียได้ เมื่อตัวปลอมทำไม่ได้ เห้งเจียก็เงื้อกระบองจะฟาด แต่พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ก็ปรากฎตัวขึ้น แล้วเล่าว่า แท้จริงแล้วเป็นสิงโตพาหนะของพระองค์เอง ที่พระองค์ส่งมาเพื่อลงโทษ พระราชา ครั้งนี้จึงขอให้แล้วต่อกันไป แล้วคณะก็เดินทางต่อไป

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
พระถังและสานุศิษย์เดินมาถึงอารามขนาดใหญ่ พระถึงจึงขอเข้าไปค้าง 1 คืน ได้ขอพักค้างที่พระอารามหลวงชื่อ โป๊ลิ้มยี่ เจ้าอาวาสเป็นคนถือตน และไม่ยินดีต้อนรับพระพเนจร เพราะเคยมีพระสงฆ์มาขอพักอาศัยแต่พวกเขาอยู่นานถึง 7-8 ปี และก่อเรื่องร้ายๆ ไว้ 

เจ้าอาวาสจึงกล่าวว่า “อารามเล็กๆ ของเรา ไม่อาจต้อนรับท่านเป็นอย่างดีได้ รบกวนพวกคุณไปหาที่ีอื่นอาศัยค้างคืนเถอะ” เห้งเจียได้ยินก็ข่มขู่กลับทันที “ถ้าพวกท่านไม่สะดวก พวกท่านต่างหากที่ต้องไปหาอื่นอาศัยหลับนอน” เมื่อพูดจบ เจ้าอาวาสจึงยินยอมให้พักอาศัย

ตกดึก วิญญาณของกษัตริย์เมืองใกล้ๆ ก็มาเข้าฝัน พระถัง และเล่าเรื่องให้ฟังถึง เหตุการณ์เมืองโอเกยก๊ก เมื่อ 5 ปีก่อน ฝนฟ้าแล้งจัด จนประชาชนระส่ำระสาย นักพรตช่วนจินเต้าหยิน ได้ทำพิธีเรียกฝนให้ตกลงมาห่าใหญ่ จึงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโอเกยก๊ก ครั้นได้โอกาส ช่วนจินเต้าหยิน ก็ลอบปลงพระชนม์พระราชาเสีย โดยผลักลงบ่อแปดเหลี่ยม เอาแท่นหินปิดไว้ แล้วช่วนจินก็แปลงกายสวมรอยเป็นกษัตริย์แทน โดยที่ไม่มีใครรู้ ไทจื้อรัชทายาทก็ไม่ได้เข้าเฝ้าเป็นเวลา 3 ปีแล้ว จึงมาฝากพระถังให้ช่วยไปบอก ลูกชายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมอบตราประทับหยกขาวประจำพระองค์ให้เป็นหลักฐาน ยืนยันเรื่องนี้กับ รัชทายาท

ตื่นเช้ามา พระถังจึงเล่าเรื่องให้เห้งเจียฟัง เห้งเจีย จึงไปเข้าพบ ไทจื้อรัชทายาท เพื่อเล่าความจริงให้ฟังว่าพระราชาองค์ปัจจุบันเป็นพระราชาปลอม ไทจื้อรัชทายาทไม่เชื่อ เพราะปกครองบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดี เห้งเจียจึงแสดงตราประทับหยกขาวให้ดู และท้าให้ ไทจื้อไปสอบถาม ฮองเฮา พระมารดาว่ารสสัมผัสของพระราชาเปลี่ยนแปลงไปจาก 3 ปีที่แล้วหรือไม่ 

ฝ่ายไทจื้อรัชทายาท จึงไปกราบทูลถามพระมารดาถึงความนัยนั้น ฮองเฮาก็เล่าความจริงว่าพระราชาเปลี่ยนไป 3 ปีแล้ว เขาเคยเป็นคนอ่อนโยน หลงไหล แต่ปัจจุบัน เขากลับบอกว่า อายุเยอะแล้ว และขอให้เลิกเซ้าซี้เสมอ ไทจื้อรัชทายาท จึงเชื่อว่าเป็นช่วนจินปลอมตัวมาจริงๆ ก็นำความนั้นมาบอก เห้งเจีย

ฝ่ายซากพระศพของพระราชานั้น ได้จมลงถึงบาดาล พญาฮั้ยเล่งอ๋อง ได้เก็บรักษาไว้มิให้เน่าเปื่อย เห้งเจียกับโป้ยก่ายก็ชวนกันไปที่บ่อแปดเหลี่ยม ด้วยฤทธิ์ตะบองของเห้งเจีย โป้ยก่ายก็ลงไปในบ่อน้ำ ดำลงไปถึงบาดาล จนพบพญาฮั้ยเล่งอ๋องสหายเก่า แล้วแบกซากศพของพระเจ้าโอเกยก๊กขึ้นมา เห้งเจียเหาะนำหน้าศพมาที่อาราม แล้วตีลังกาขึ้นสู่พรหมโลกไปหา พรหมไท้เสียงเหล่ากุงขอยาชุบชีวิต เมื่อได้แล้วก็ลงมาชุบชีวิตพระราชาให้ฟื้นขึ้นมา แล้วถอดเครื่องทรงกษัตริย์ออกฝากไว้ในอาราม ให้นุ่งขาวห่มขาวแทน 

รุ่งเช้า ทั้งหมดก็เข้าไปในพระราชวัง เห้งเจียเข้าต่อสู้กับปีศาจ ปีศาจสู้ไม่ได้ และเห็นท่าไม่ดี ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นพระถังอีกองค์หนึ่ง เห้งเจียไม่สามารถแยกได้ จึงออกอุบายบอกให้พระถังร่ายคาถาบีบขมับ หากองค์ไหนร่ายคาถาแล้วเห้งเจียปวดหัว องค์นั้นคือองค์จริง เมื่อปีศาจรู้ตัวว่า จะโดนจับได้ ก็รีบกระโดดขึ้นไปบนฟ้า เมื่อห้งเจียเหาะตามไป กำลังจะเง้อกระบองตี ก็มีเสียงดังว่า “อย่าตีเขาเลย เห้งเจีย” เห้งเจียหันกลับมา เห็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์ จึงบอกว่า ปีศาจตนนี้ เป็น สิงโตขนฟ้า ใต้บังลังค์ข้าเอง ถูกส่งมาโดยคำสั่งของพระพุทธเจ้า เนื่องจาก กษัตริย์ ของ วูจิ เป็นคนดี มีโอกาสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงส่งข้ามาเพื่อมาโปรดกษัตริย์ และนำพาไปไซที โดยข้าแปลงกายมาเป็นพระภิกษุ ธรรมดา และขออาหารเจกับเขา และกษัตริย์ก็ไม่สามารถตอบคำถามของข้าได้ เขาจึงจับข้ามัดและไปทิ้งในบ่อน้ำ 3 วัน โชคดีพระอรหันต์ได้มาช่วยข้าไว้ และพาข้ากลับไซที ข้าจึงไปรายงานพระคถาคต ท่านจึงสั่งลงโทษกษัตริย์ ให้จมน้ำเป็นเวลา 3 ปีไถ่โทษ เมื่อ เห้งเจีย มาแก้ไขให้แล้ว ก็ถือว่าสิ้นเวรต่อกัน เมื่อท่านสามารถปราบสิงโตได้ นั่นหมายความว่า ท่านได้คาถาวิเศษติดตัวแล้ว



ปริศนาธรรม
ตอนนี้จะมี 2 ประเด็นคือ
1.
ตามสำนวนคนจีน คือ ย้ายเมืองนั้นยังง่ายกว่า เปลี่ยนธรรมชาติ (ของคน) นั่นคือ แม้ว่า ราชสีห์ขนฟ้า จะแปลงกายเป็นพระราชา แต่นิสัย (สันดาน) ต่างๆ ก็ยากที่จะเปลี่ยนได้ นั่นคือ นิสัยของคนเรานั้น เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเปลี่ยนแปลงเมืองอีก ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการเปลี่ยนนิสัยต่างๆ ของคนเรา

2.
โดยตอนนี้ ถือเป็นตอนต่อจากเรื่อง นิวรณ์ 6 นั่นคือ เรื่องของ อวิชชา นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า แปลงมาเป็นนักพรตลัทธิเต๋า (ลัทธิเต๋านั้นมีความพยายามจะกลืนเข้ากับศาสนาพุทธ โดยจะอธิบายเรื่องนี้ในตอนถัดๆ ไป) นักพรตตนนี้พยายามทำพิธีเพื่อแสดง อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ ในการเรียกลมเรียกฝน

(
ราชสีห์ขนสีฟ้านั้นเป็นพาหนะ ของ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ที่ถือว่า เด่นด้านปัญญา โดยเฉพาะ เคยโพธิสัตว์มัญชุศรีนี้เคยเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆ นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ยังเคยกล่าวว่า ท่านตรัสรู้ได้ก็ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์มัญชุศรีด้วย นั่นคือ ถือว่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่เด่นด้านปัญญาอย่างมาก )

นั่นคือ ราชสีห์ขนสีฟ้า ต่อมาแปลงเป็นพระถังซำจั๋ง (ชื่อ ซำจั๋ง นั่้นแปลว่า พระธรรม ไตรปิฎก) ความหมายคือ อะไรคือ พระธรรมแท้? อะไรคือพระธรรมเทียม? มันเป็นเรื่องยากที่จะแยกกันออก นั่นคือ ลัทธิเต๋า พยายามที่จะกลมกลืนกับศาสนาพุทธจนคนทั่วไปแยกไม่ออก แม้แต่เห้งเจีย (ปัญญา) ก็ยังไม่สามารถแยกออกได้ เช่นเรื่อง พิธีกรรม หยินหยาง โหวเฮ้ง ฮวงจุ้ย หรือแม้แต่เทพต่างๆ ในลัทธิเต๋า ต้องให้ตัวพระธรรม(พระถังซำจั๋ง) เป็นคนแยกเอง

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่จะมีฤาษี นักพรต ในศาสนาพราหณ์ ที่พยายามกลมกลืนกันศาสนาพุทธ เช่นพิธีกรรมต่างๆ เช่นพิธีลอยกระทง พิธีแช่งน้ำ พระราชจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีโล้ชิงช้า หรือ เรื่องเทพต่างๆ เช่น พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม ซึ่งคนไทยหลายคนยังแยกไม่ออกว่า พุทธหรือพราหมณ์ เช่นกัน

อีกประเด็นที่ชาวจีนมักจะถกเถียงกันในตอนนี้ก็คือ ทำไมผู้แต่งถึงให้ พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี ถูกจับถึง 3 วัน ก่อนที่จะหลุดออกมาได้ ทั้งๆที่ เป็นคนธรรมดา เชือกธรรมดาเท่านั้น ซึ่งคนจีนหลายคนมองว่า เป็นจุดอ่อนของหนังสือเล่มนี้ (มีหลายจุดที่จับผิดกันมา)

ในขณะที่หนังสือของ อาจารย์เขมานันทะ นั้นตีความว่า เป็นตอน อรติ นั่นคือ หลังจากนิวรณ์ 5 แล้ว ก็มีอรติ

อรติ คืออะไร
อรติ แปลว่า ความไม่ยินดี, ความไม่พอใจ โดยไปในทางลบ นั่นคือ แม้จะไม่ยินดี แต่ก็ไม่พอใจ อรติจะแตกต่างจาก อุเบกขา คือ การวางเฉย แบบเป็นกลาง

โดยมองว่า หลังจาก การละนิวรณ์ 5 แล้ว ชีวิตดูเหมือนจะเป็นอุเบกขา แต่ความจริงมันอาจเป็น อรติ ก็ได้ เพราะใกล้เคียงกัน โดยมองว่า พระราชาที่เปลี่ยนไป นั่นคือ อุเบกขาที่กลายไปเป็น อรติ ที่แม้จะคล้ายกันแต่พระมเหสีก็แยกออก

นอกจากนี้ การที่ราชสีห์ขนสีฟ้า(อรติ) แปลงเป็นพระถัง (ขันติ) นั่นก็ยากที่แยกกันออก คือ ความไม่ยินดี กับขันติ นั้น ดูภายนอกจะเหมือนกัน เมื่อเจอกับพระธรรม ขันตินั้นชอบ แต่ อรติ นั้นย่อมอยู่ไมไ่ด้

โดยสรุป คือ ละนิวรณ์ 5 ได้ จะต้องใช้ศรัทธาอย่างมาก ทำให้เหมือนซากศพ การจะฟื้นจากซากศพได้ ต้องอาศัยความสุขที่ปราณีต (ยาวิเศษ) เพื่อสร้างจิตที่เข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และปีศาจเขาทอง

ปริศนาธรรม ไซอิ๋ว ตอนที่ 17 ปีศาจเขาเงิน และ ปีศาจเขาทอง
ราชาปีศาจเขาทอง (金角大王) และราชาปีศาจเขาเงิน (銀角大王) ทั้งคู่อาศัยอยู่ในถ้ำเน่ยฮวยต๋อง (แปลว่าดอกบัว) บนภูเขาเพ่งเต็งซัว (平頂山 แปลว่าภูเขาหัวตัด) พวกเขาจับพระถังและคณะได้ ด้วยการหลอกเห้งเจีย และตรึงเห้งเจียไว้กับเขาสามลูก แต่เทพารักษ์มาช่วยให้เห้งเจียสามารถหนีออกมาได้ เห้งเจียต้องใช้ปัญญาในการหลอกล่อเพื่อขโมยอาวุธและของวิเศษของปีศาจมาจนหมด 5 อย่าง คือ น้ำเต้าม่วงทอง (紫金紅葫蘆) แจกันหยก (羊脂玉淨瓶) เชือกทอง (幌金繩) กระบี่เจ็ดดาว (七星劍) พัดใบปาล์ม (芭蕉扇) โดยพวกปีศาจมีแม่ เป็น จิ้งจอก 9 หาง และ มีน้าชาย น้าอิดไต้อ๋อง (狐阿七) เป็นจิ้งจอก

เมื่อพวกเขาปราบปีศาจได้ ก็จะออกเดินทางต่อ พรหมเสียงเล่าท้ายกุน ก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่า เด็ก 2 คนนี้คือ ลูกน้องเขาเอง ที่ให้คอยดูแลเตาเผา จะขอนำเด็กทั้งสองคนกลับไปสวรรค์ และขอของวิเศษคืนด้วย (จากตอนที่แล้ว ที่ ไท้เสียงเหล่ากุง นั้น บอกว่าขาดคนคุมเตาไฟ จึงให้ปีศาจเสื้อเหลืองไปเฝ้านั่่นเอง)


  (ระหว่างอ่านปริศนาธรรม รบกวนช่วยคลิ๊กให้วิดีโอมันวิ่งไปด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้ แอดมินหน่อยนะ)

เนื้อเรื่องในไซอิ๋ว
คณะที่มีเห้งเจียกลับมาร่วมทางเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่ง พระถังนั้นเปรยครั้งแรกว่า “หุบเขาสูงใหญ่ อาจมีเสือหรือปีศาจออกมา” เห้งเจียจึงตอบว่า “ท่านไม่ควรกลัวอีกต่อไป หากท่านกลัว โปรดท่องคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าเพื่อปราบความกลัวในจิตใจเถอะ” แล้วก็เข้ากลอนว่า “ล้างฝุ่นออกจากใจ ขจัดสิ่งโสมมออกจากหู หากปราศจากความทุกข์ได้ ท่านก็นิพพานได้” พระถังยังคงเปรยออกมาอีกว่า “ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง ข้ามน้ำข้ามเขามามากมาย เมื่อไหร่ ข้าจะพบความสุเขเสียที” เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบกลับว่า “เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้น วันทั้งหลายของท่านจะว่างเปล่า แล้วท่านจะได้พบความสุขสงบเพียงลำพัง” เมื่อพระถังได้ฟังก็ปล่อยจิตอุปาทาน ไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อความเบื่อหน่าย ละซึ่งความเศร้าหมองในจิตใจ

ต่อมาคณะก็พบชายตัดฟืน ซึ่งได้บอกกับคณะว่า ข้างหน้ามีปีศาจอาศัยอยู่ พูดเสร็จก็หายตัวไป เห้งเจียจึงเหาะไปเห็นว่า เป็นเทพเจ้าเซากง แปลงกายมาบอกทางข้างหน้า เห้งเจียจึงถามว่า แปลงกายมาทั้งที ทำไมท่านไม่บอกว่า ปีศาจตนนั้นจะทำประการใด เซากงจึงตอบกลับว่า ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาด แต่ขาดเฉลียว ข้ากลัวว่า คราวนี้ ท่านจะเสียท่าแก่ปีศาจเป็นแน่แท้ ว่าแล้วก็จากไป 

คณะจึงส่งโป๊ยก่ายไปสืบข่าวครั้งแรกนั้น โป๊ยก่ายแอบหนีไปนอนเหมือนเดิม แต่เห้งเจียจับได้ จึงส่งไปอีกรอบก็พบว่าเป็นเขตแดนของปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง โดยทั้งคู่กำลังคุยกันว่า คณะของพระถังกำลังเดินผ่านทางนี้ ปีศาจเขาเงินเลยออกไปดูลาดเลา ก็พบกับโป๊ยก่าย ทั้งคู่ก็เข้าสู้กัน แต่ไม่สามารถรู้แพ้รู้ชนะ เขาเงินจึงเรียกลูกน้องมารุม ทำให้จับโป๊ยก่ายได้ แล้วพวกปีศาจก็ออกไล่ล่าพระถังต่อ เมื่อปีศาจเจอพระถัง ปีศาจเขาเงินก็แปลงกายเป็นนักพรตแกล้งบาดเจ็บเพื่อรอคณะของพระถัง


เมื่อคณะเดินทางมาพบนักพรตบาดเจ็บ นักพรตก็ขอขี่หลังเห้งเจีย เห้งเจียแม้จะรู้ว่าเป็นปีศาจแต่ก็กลัวจะเกิดเรื่องอีก เลยยอมให้นักพรตขี่หลัง ครั้งแรกปีศาจเรียกภูเขาีซานมาทับเห้งเจีย เห้งเจียเอาขาซ้ายรับ ต่อมาปีศาจเรียกภูเขาเออเหมย มาทับ เห้งเจียเอาขาขวารับ ครั้งนี้ ปีศาจเลยเสกภูเขาไทซานมาทับอีก คราวนี้เห้งเจียรับไม่ไหว จึงโดนภูเขา 3 ลูกทับตรงนั้น
 


ปีศาจเขาเงินก็ย้อนกลับมาจับคณะทั้งหมดไปโดยขยายมือให้ใหญ่แล้วจับทั้งหมด แล้วปีศาจเขาเงินก็กลับมาวางแผนกับปีศาจเขาทองว่า จะทำอย่างไรกับเห้งเจีย หารือกันสรุปว่า จะใช้ของวิเศษ คือ น้ำเต้าทอง และแจกันหยก (น้ำเต้านี้ เมื่อคว่ำน้ำเต้าลงแล้วขานชื่อใคร หากคนนั้นขานรับจะถูกดูดเข้าไป ผ่านไปครึ่งชั่วโมงร่างกายจะละลายเป็นน้ำหนอง) ปีศาจให้ลูกน้อง คือ เจงเส่ย และเล่งหลี ไปจับเห้งเจีย แต่ฝั่งเห้งเจีย กำลังเศร้าที่มาถูกปีศาจ “ขวางกั้น” การเดินทาง โดยได้เรียกเจ้าป่าเจ้าเขามาช่วยเหลือ และหลุดออกมาได้ ระหว่างเหาะกลับมา ก็เจอกับลูกน้องปีศาจ 2 ตนที่ถือน้ำเต้า กับแจกันหยก มา เห้งเจียเลยแปลงกายเป็นนักพรต ลงมาถามไถ่ ลูกน้องปีศาจทั้งสอง บอกว่า ข้ามีของวิเศษคือ น้ำเต้าทอง กับแจกันหยก กำลังจะไปจับเห้งเจีย นักพรตเลยบอกว่า ข้าก็มีน้ำเต้าทองแถมใหญ่กว่าด้วย พูดเสร็จก็เสกน้ำเต้าขึ้นมา แถมคุยด้วยว่า น้ำเต้าของข้าดูดได้แม้แต่ฟ้า เมื่อเห้งเจียเปิดจุกน้ำเต้าก็เสกให้ฟ้ามืดทันที เมื่อลูกน้องปีศาจเห็นดังนั้นเลยขอแลกของวิเศษ 2 ต่อ 1 ทันที เมื่อนักพรตจากไป ปีศาจทั้งสองก็ลองใช้น้ำเต้าลูกใหม่ แต่ปรากฎว่า “ถูกหลอก” ทั้งสองรีบกลับมาหา ปีศาจเขาเงินและปีศาจเขาทอง
 


ปีศาจเขาเงินและเขาทอง ทั้งคู่ด่าเห้งเจียว่า เจ้าลิงจ๋อ มันร้ายนัก หลอกเอาของวิเศษไปได้ 2 อย่าง ดังนั้น เรารีบกินเนื้อพระถังกันก่อนดีกว่า แต่ก่อนอื่น เขาสั่งให้ลูกน้องไปเชิญมารดาเฒ่ามากินด้วยกัน แล้วให้ลูกน้องไปขอยืม เชือกทองวิเศษ ที่ฝากไว้กับมารดาเฒ่ามาด้วย เมื่อลูกน้องปีศาจเดินไปเรียกคุณแม่ แต่ระหว่างทางกลับเจอ เห้งเจีย เห้งเจียจึงจับทุบ แล้วปลอมเป็นปีศาจตัวหนึ่ง เพื่อไปหามารดาของปีศาจ ระหว่างเดินทางกลับ เห้งเจีย ก็ฟาดมารดาของปีศาจ แล้วมารดาองปีศาจก็กลายร่างกลับเป็นจิ้งจอกเก้าหาง เห้งเจียก็หยิบเชือกวิเศษ และปลอมตัวเพื่อเดินทางไปหาปีศาจทั้งสอง


เมื่อมาถึงถ้ำของปีศาจ โป๊ยก่ายที่โดนจับแขวนบนเพดาน ก็หัวเราะแล้วกระซิบบอกซัวเจ๋งว่า ศิษย์พี่มาช่วยแล้ว แต่ลูกน้องปีศาจเข้ามารายงานท่านอ๋องก่อนว่า เห้งเจียได้ตีมารดาท่านตายแล้วแปลงกายมาแทน ปีศาจจึงถือกระบี่เจ็ดดาว เข้าสู้กับ เห้งเจีย เห้งเจียเห็นว่าใช้เชือกวิเศษมัดปีศาจดีกว่า จึงหยิบเชือกโยนไปที่ปีศาจ แต่ปีศาจท่องคาถาให้กลับมามัดเห้งเจียเสียเอง เมื่อเห้งเจียถูกมัดติดกับเสาแถมโดนริบน้ำเต้าทองกับแจกันหยกคืนไป เห้งเจีย จึงต้องถอดร่างออกมาแปลงเป็นลูกน้องปีศาจ ไปบอกกับปีศาจว่า เชือกวิเศษกำลังจะหลุดให้ท่านเปลี่ยนเชือกมัดดีกว่า เมื่อได้รับเชือกมาก็ไปสับเปลี่ยน แล้วยึดเอาเชือกวิเศษมาได้ ก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองทันที แต่กลับบอกว่า ตัวข้าคือ น้องชายของเห้งเจีย

ปีศาจตกใจก็รีบหยิบน้ำเต้าออกมาหน้าถ้ำ แล้วกล่าวว่า ข้าจะไม่สู้รบด้วย แต่เจ้ากล้าขานรับชื่อหรือไม่ น้องชายเห้งเจีย จึงกล่าวว่า “มีเหรอข้าจะกลัว ข้าจะขานรับนับพันครั้งเลย” ปีศาจจึงคว่ำน้ำเต้าลงแล้วเรียกว่า น้องชายเจียซึง เห้งเจียเห็นว่าไม่ได้เรียกชื่อตัว จึงขานรับไป ทันใดนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 
ปีศาจเขาเงิน ก็มาบอกกับปีศาจเขาทองว่า ข้าจับเห้งเจียไว้ในน้ำเต้าได้แล้ว ปีศาจเขาทองก็บอกว่า รออีกสักครึ่งชั่วโมง ถ้าเขย่าแล้วไม่มีเสียง แสดงว่า เห้งเจียตายแล้ว ค่อยเปิดน้ำเต้าออกมาตรวจดู แต่เห้งเจีย แอบได้ยินก็โวยวายว่า ถูกละลายเหลืออยู่ครึ่งตัวเอง เมื่อปีศาจได้ยิน ก็ลองเปิดดู เห้งเจีย ก็เสกขนให้เป็นตัวเองครึ่งตัวลอยในน้ำเต้าแล้วแปลงเป็นยุงรอบินออกมา เมื่อปีศาจเปิดออกมาดู ก็เห็นเห้งเจียเหลืออยู่ครึ่งตัว ก็รีบปิดแล้วบอกว่า ต้องรออีกสักหน่อย แต่เห้งเจียได้บินออกมาแล้ว และก็แปลงกายเป็นลูกน้องปีศาจคอยมอมเหล้าปีศาจทั้งสอง เมื่อสบโอกาสก็หยิบน้ำเต้าทองไป แล้วเสกของปลอมไปใส่แทนที่

เมื่อได้ของวิเศษมาก็ไปยืนหน้าถ้ำท้าทายปีศาจทั้งสองอีกครั้งแล้วก็บอกว่า ตัวเป็นน้องชายเห้งเจียอีกคน ปีศาจก็หยิบน้ำเต้าออกมาอีกครั้ง แล้วท้าเช่นเดิมว่า ถ้าเรียกชื่อจะต้องขานรับกัน ปีศาจก็รับคำท้า เมื่อปีศาจเรียก เห้งเจียก็ขานรับ แต่ไม่ถูกดูดเข้าไป แต่เมื่อเห้งเจียเรียกชื่อ ปีศาจกลับขานรับถูกดูดเข้าไปในน้ำเต้าทันที
 

ปีศาจเขาทอง ได้ยินเรื่องก็ออกจากถ้ำจะล้างแค้นทันที โดยบอกว่า ไอ้ลิงวอก บังอาจฆ่าแม่ และน้องชาย ว่าแล้วก็หยิบของวิเศษอีก 2 ชิ้นคือ กระบี่เจ็ดดาว กับ พัดใบปาล์ม(พัดแล้วไฟลุก) เอาไปพัดใส่เห้งเจียทำให้ไฟลุก เห้งเจียเห็นว่าสู้ไม่ได้ รีบเสกกายปลอมให้โดนไฟเผา ส่วนตัวเองแอบหนีเข้าไปในถ้ำ ฆ่าลูกน้องปีศาจตายทั้งหมด ตาก็เหลือบไปเห็นแจกันวิเศษจึงรีบหยิบฉวย 


ปีศาจเขาทอง นั้นเห็นว่า ที่เผานั้นเป็นเห้งเจียปลอม ก็กลับเข้ามาในถ้ำ ปีศาจเขาทองก็ยิ่งเศร้าใจเมื่อเห็น ลูกน้องตายหมด ก็ร้องไห้จนสลบไป ทำให้เห้งเจีย สบโอกาสหยิบพัดไฟมาเป็นของตัวอีกอย่าง ปีศาจตื่นขึ้นมาก็สู้กับเห้งเจียอีก แต่คราวนี้ปีศาจสู้ไม่ได้ จึงหนีไปหาน้าชาย เห้งเจียสบโอกาสรีบเข้าไปในถ้ำ แล้วแก้เชือกที่มัดคณะเดินทางทั้งหมด

ตอนนี้น้าชายของปีศาจ คือ อาชิดไต่อ๋อง มาพร้อมกับ ปีศาจเขาทอง และบริวารปีศาจ มายืนหน้าถ้ำท้าสู้กับ เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ก็เข้าสู้ตะลุมบอนกัน แต่อาชิดไต่อ๋องพลาดท่า โดนโป๊ยกายฆ่าตายด้วยคราด ปีศาจเขาทอง เห็นท่าไม่ดีรีบหนี เห้งเจียจึงคว่ำน้ำเต้าแล้วเรียกชื่อ “ปีศาจเขาทอง” จังหวะกำลังหนี ปีศาจเขาทองจึงนึกว่าลูกน้องเรียก จึงขานรับ โดนจับได้ เห้งเจียจึงรีบไปเชิญอาจารย์เพื่อออกเดินทางต่อไป

คณะกำลังจะออกเดินทางต่อ พรหมไท้เสียงเหล่ากุง ก็มาเรียกคณะเดินทางให้หยุดก่อน แล้วบอกเห้งเจียว่า ให้คืนของวิเศษก่อน เพราะน้ำเต้าใช้ใส่ยา ขวดไว้ใส่น้ำ เชือกไว้คาดเอว กระบี่ใช้ปราบมาร พัดใช้พัดเตาไฟ ส่วนปีศาจเขาเงินนั้นคือ คนเฝ้าเตาเงิน และปีศาจเขาทอง คือคนเฝ้าเตาทอง แต่ทั้งคู่หนีลงมายังโลก เห้งเจียตอบกลับว่า ท่านนี่แย่จริงๆ ปล่อยให้ลูกน้องมาอาละวาดในโลกมนุษย์ ไท้เสียงเหล่ากง ก็บอกว่า อย่าว่าข้าเลย พระกวนอิม ขอยืมของวิเศษและลูกน้องข้าให้มาทดสอบพวกท่านเอง พวกมันไม่ได้หนีออกมา เพราะท่านเชื่อว่า หากพวกท่านไม่สามารถผ่านมารเหล่านี้ได้ ท่านก็ไม่สามารถเดินทางไปไซทีได้ เห้งเจียได้ยินดังนั้นก็ยิ้มใบหน้าผ่องใส แล้วคืนของวิเศษทั้งหมดให้ แล้วทั้งหมดก็มุ่งมั่นเดินทางต่อไป

ปริศนาธรรม
ตอนนี้ ผู้แต่งเน้นไปที่ นิวรณ์ 6 (ในนิวรณโคจฉกะ) แต่บางคนจะเรียก นิวรณ์ 5 (เครื่องปิดกั้นในการปฎิบัติธรรม) โดยครั้งแรกนั้น พระถัง จิตใจวุ่นวายกลัวปีศาจ (อุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย) เห้งเจียจึงให้อาจารย์ภาวนา คาถาของพระอาจารย์โอเซ้า ต่อมา พระถังก็เปรยอีกว่า “เดินทางมาตั้งนาน เมื่อไร่จะพบสุข” (วิจิกิจฉา ไม่แน่ใจ) เห้งเจียจึงบอกว่า ให้มุ่งมั่นต่อไป เมื่อการเดินทางเสร็จสิ้นจึงจะพบสุข ต่อมาโป๊ยก่าย แอบไปหลับ (มิทธะ ง่วงเหงา หาวนอน) เห้งเจียเลยต้องดุ และบังคับให้ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

ปีศาจเขาเงินและเขาทองนั้น อาศัยอยู่ในถ้ำดอกบัว (คือ สัทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งบางคนแปลว่า พระสูตรดอกบัวขาว ถือเป็นพระสูตรสำคัญของนิกายมหายาน โดยเนื้อหาในพระสูตรก็ประมาณว่า ใครก็สามารถสำเร็จนิพพานได้ ไม่ว่าจะเป็นสตรี หรือบุรุษ ขอทานหรือเศรษฐี) โดยปีศาจในตอนนี้จะเป็นปีศาจที่มีของวิเศษมากที่สุดในนิยายเรื่องไซอิ๋วเลยทีเดียว

ราชาปีศาจเขาเงิน แทน ความประมาท และกุกกุจจะ (ทำในสิ่งไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ) เพราะเขาเป็นปีศาจคนเดียวในนิยายที่สามารถจับเห้งเจียได้ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ทำให้เด็ดขาด (ครั้งแรก ให้ภูเขาทับเห้งเจีย ครั้งที่ 2 จับด้วยเชือกวิเศษ ครั้งที่ 3 จับด้วยน้ำเต้าทอง)

ราชาปีศาจเขาทอง แทน ความพยาบาท และ
(ถีนะ) ความเหงา เศร้า เขาอาฆาตที่เห้งเจียไปฆ่าแม่ น้อง รวมถึงลูกน้องทั้งหมด ทำให้เขาเศร้าหมอง เหงา ต่อมาเขาก็ประมาทอีกด้วย ที่เห้งเจียเรียกชื่อเขา แต่เขาไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

ปีศาจสุนัขจิ้งจอกเก้าหาง แทน
(อุทธัจจะ) ความสับสนวุ่นวาย (คนจีนว่ามาจาก หาง 9 หาง คือความ สับสน วุ่นวายเหมือน 9 หาง) แต่หากยึดตามตำนานจิ้งจอก 9 หาง จะเป็น (กามฉันทะ) เพราะนางคือ ปีศาจที่เจ้าแม่หนี่หว่า ส่งลงมาสิงพระมเหสีทำให้ราชาหลงใหลจนกลายเป็นทรราช

นิวรณ์ 6 คืออะไร
นิวรณ์ แปลว่า เครื่องขวางกั้น (ตอนที่ เห้งเจียถูกภูเขาทับ แต่เขาตะโกนออกมาว่า เจ็บใจที่ถูกปีศาจขวางกั้นการเดินทาง) ในทางธรรมหมายถึง เป็นเครื่องกั้นในการทำความดี และปฎิบัติธรรมให้บรรลุธรรม หรือทำให้ล้มเลิกความตั้งใจ (นั่นคือ พระกวนอิม ยืมของวิเศษ และลูกศิษย์ ของพรหมเสียงเหล่ากุง มาทดสอบ และยืนยันว่า หากฝ่าด่านนี้ไม่ได้ จะไม่มีทางไปถึงไซที)
**
อย่างไรก็ดี โดยทั่วไป เราจะได้ยินแค่ นิวรณ์ 5 แต่ในพระไตรปิฎกนั้น ยืนยันว่า เป็น นิวรณ์ 6 คือมี อวิชชาด้วย **

นิวรณ์ 6 ประกอบไปด้วย
1.
กามฉันทนิวรณ์ คือ ความพอใจ ความหลงติด ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ตัณหา สิเนหา ความหมกหมุ่น
2. พยาปาทนิวรณ์ คือ อาฆาต ต่อผู้กระทำความเสียหาย(เสื่อมเสีย) แก่เรา ก่อให้เกิด จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความแค้น โกรธ โทสะ
3. ถีนมิทธนิวรณ์ คือ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ ประกอบด้วย ถีนะ และ มิทธะ
3.1 ถีนะ ความไม่สมประกอบแห่งจิต เช่น หดหู่ ซึมเศร้า
3.2 มิทธะ ความไม่สมประกอบแห่งกาย เช่น ง่วงเหงา หาวนอน
4. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ประกอบด้วย
4.1 อุทธัจจะ ความไม่สงบแห่งจิต เช่น ความฟุ้งซ่าน ความวุ่นวาย
4.2 กุกกุจจะ ความสำคัญว่า ควรในสิ่งที่ไม่ควร หรือ ไม่ควรในสิ่งที่ควร เช่น ความรำคาญ ความเดือดร้อน
5. วิจิกิจฉานิวรณ์ ความเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรม พระสงฆ์ พระศาสดา ความเห็นที่คิดเห็นไปต่างๆ ทำให้ความคิดส่ายไปมา
6. อวิชชานิวรณ์ ความไม่รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ โดยมีปัญญาทราม ความโง่เขลา

ทางแก้ คือ ต้องใช้ศีลและสมาธิ ดังนี้
1.
กามฉันทะ ใช้ภาวนา กายคตาสติ เพื่อทำลายความอยาก เสริมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
2.
พยาบาท ใช้ภาวนา พรหมวิหาร 4 เพื่อเพิ่มความเมตตา กรุณา เสริมด้วยศีล การไม่ฆ่าสัตว์
3.
ถินมิทธะ ใช้ภาวนาอนุสสติ 7 เพื่อเสริมสร้างความเพียร เสริมด้วยศีล การไม่เสพสิ่งเสพติด
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ใช้ภาวะนากสิน 6 เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ เสริมด้วยศีล ไม่ยึดเอาถือเอา
5.
วิจิกิจฉา ใช้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน (พิจารณาธาตุ 4) หรือ อานาปานสติ เพื่อละความสงสัย เสริมด้วยศีล การไม่พูดเท็จ